ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ปไซต์คิดส์ดีดอทคอม เว็ปแสดงผลงานศิลปะเด็กโรงเรียนเมืองสุรินทร์ ผู้พัฒนาเว็ปไซต์www.kids-dee.com คือคุณครูเฉลิมขวัญ สุปิงคลัด มุ่งหวังเพื่อเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดผลงานศิลปะเด็กที่สร้างสรรค์และสวยงาม เพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความคิดเหนือขีดจำกัดของเด็กทุกคนคะ...หวังว่าทุกคนจะมีความสุขที่ได้เห็นผลงานของเ็ด็กๆนะคะ                                                                                                                                                                       
  • วัสดุอุปกรณ์การเขียนภาพ

วัสดุอุปกรณ์การเขียนภาพ

เครื่องเขียน : ดินสอ

การเขียนในสมัยอดีต

                ในสมัยอดีต การเขียนเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นแบบแผนทางวัฒนธรรม ตำรา หรือการวาดรูป มนุษย์ในสมัยก่อนใช้อุปกรณ์ที่เป็นแปรงหรือกิ่งไม้เล็กๆ และเหล็กที่มีปลายแหลม นำไปเผาไฟจุ่มลงในน้ำหมึกเพื่อใช้ในการขีดเขียน ( ภาษาโรมันเรียกแปรงหรือเหล็กแหลมนี้ว่า " Pencillus " หรือ " Little tail " ซึ่งต่อมากลายเป็นคำว่า " Pencil " มีความหมายว่า " หางน้อย " ) ส่วน " ปากไก่ หรือ ปากกาขนห่าน " เริ่มมีการประดิษฐ์ขึ้นใช้ในทวีปยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 6 ดินสอ สิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้แท่งเล็กๆ ยาวประมาณ 7 นิ้ว บรรจุภายในด้วยแกรไฟต์ นับว่าเป็นเครื่องมือของการขีดเขียนที่มีราคาถูกที่สุด ในการทำงานด้านการเขียนต่างๆ ที่ยังไม่แน่ใจในความถูกต้อง และอาจจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงผลงานต่างๆ อาทิเช่น งานวาดรูป งานออกแบบเสื้อผ้า ฯลฯ ไปจนถึงสูตรทำระเบิดนิวเคลียร์ ต่างก็เกิดขึ้นจากดินสอทั้งนั้น http://www.lib.ru.ac.th/journal/pencil.html

กำเนิดและประวัติของดินสอ

                เมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อน บาทหลวงชาวสวิสเซอร์แลนด์ได้เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องเขียนที่ทำจากขนนกขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงและไส้ดินสอมีความเปราะเกินกว่าจะใช้ในงานเขียนปกติได้ ทำให้งานเขียนช้ามากต่อมาในปี ค.. 1564 ได้มีการค้นพบวัสดุที่ใช้ทำไส้ดินสอได้ดีโดยบังเอิญ เนื่องจากเกิดพายุใหญ่ในทุ่งเลี้ยงแกะ ใกล้กับหมู่บ้านบอร์โรว์เดล ตำบลคัมเบอร์แลนด์ ประเทศอังกฤษ ต้นไม้ใหญ่ถูกพายุพัดถอนรากถอนโคนเป็นจำนวนมาก หลังจากพายุสงบชาวบ้านได้พบหินสีดำอยู่ใต้ดิน ณ บริเวณรากของต้นไม้ที่โค่นล้ม เมื่อทดลองนำมาขีดเขียน ปรากฏว่ามีความคมชัดดีมาก คนเลี้ยงแกะจึงนำมาเขียนสัญลักษณ์ลงบนตัวแกะของตนเอง หินสีดำที่ค้นพบในครั้งนั้นคือ แกรไฟต์ ( Graphite เป็นคาร์บอนชนิดหนึ่ง ) หลังจากนั้นไม่นานมีผู้นำหินนี้มาทำเป็นแท่งและนำไปขายโดยโฆษณาว่าเป็น " หินสี " สามารถนำไปเขียนบนสิ่งใดก็ติดทั้งนั้น พ่อค้านิยมซื้อไปเขียนตราสัญลักษณ์และทำเครื่องหมายบนสินค้า หรือหีบห่อที่บรรจุสินค้าของตน เพื่อเป็นการบอกชนิด จำนวน และราคาของสินค้านั้นๆ ต่อมาพระเจ้าจอร์ช ที่ 2 ได้ยึดเหมืองแร่แกรไฟต์แห่งบอร์โรว์เดลให้เป็นของรัฐ โดยเข้าไปดำเนินการแบบผูกขาด (แกรไฟต์ เป็นวัตถุสำหรับทำกระสุนปืนใหญ่) ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง เกรงจะถูกแย่งชิง โดยเปิดดำเนินการปีละ 2 - 3 เดือน เท่านั้น เพื่อเป็นการสงวนทรัพยากรธรรมชาติและลดต้นทุนในการผลิต ขณะหยุดดำเนินการจะห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาภายในเหมืองแร่อย่างเด็ดขาด ครั้งแรกที่ผลิตแท่งแกรไฟต์ออกจำหน่ายได้พบว่ามีข้อบกพร่องอยู่ 2 ประการ คือ เวลาเขียนจะมีสีดำสกปรกติดมือ และเปราะแตกหักง่าย จึงทำการแก้ไขด้วยการนำเชือกเส้นเล็กๆพันไว้รอบจนแน่นตลอดแท่ง แล้วคลายออกทีละน้อยเวลาใช้ขีดเขียนเพื่อไม่ให้สีดำติดมือ ส่วนการเปราะและแตกหักง่ายได้รับการแก้ไขให้ใช้งานได้ดีขึ้น ในปี ค.. 1761 คาสปาร์ เปเปอร์ (ช่างงานฝีมือชาวบาวาเรีย) ซึ่งอดีตเป็นนักเคมี ได้นำแท่งแกรไฟต์ไปบดให้ละเอียดแล้วผสมด้วย กำมะถัน พลวง และยางสน จากนั้นจึงนำไปใส่ในพิมพ์ทำเป็นแท่ง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน ปี ค.. 1795 พระเจ้านโปเลียนที่ 1 มีรับสั่งให้ นิโคลาส แจ๊ค ดังเต้ ซึ่งเป็นหัวหน้านักเคมีและนักประดิษฐ์ชั้นแนวหน้าของประเทศฝรั่งเศส นำแกรไฟต์ที่สามารถหาได้ทั้งหมดในฝรั่งเศสมาทำเป็นดินสอ แต่เมื่อนานเข้าทำให้เกิดการขาดแคลนแกรไฟต์ นิโคลาสจึงได้นำเอาแกรไฟต์มาบดเป็นผงแล้วผสมเข้ากับดินเหนียวชนิดหนึ่ง (Clay) ในสัดส่วนที่แตกต่างกันเพื่อหาส่วนผสมที่ดีที่สุด แล้วจึงนำไปเข้าเตาเผา จนกลายเป็นต้นตำรับของการทำดินสอ คือ เนื้อเหนียวขึ้น ไม่หักเปราะง่าย และด้วยการเพิ่มดินเหนียวเข้าไปตามอัตราส่วนนี้เองทำให้สามารถผลิตไส้ดินสอออกมาได้หลายขนาด คือ แข็ง ( Hard ) หรือ H ลงมาจนอ่อนสามารถเขียนได้ติดดำสนิท ( Black ) หรือ B ซึ่งในปัจจุบันมีตั้งแต่ 5 H และ 6 B เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ต่อมาชาวอเมริกัน ชื่อ วิลเลียม มอนโร ซึ่งเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ได้ประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับผลิตดินสอขนาดมาตรฐานได้สำเร็จ สามารถตัดไม้ออกเป็นแผ่นบางๆ ยาวประมาณ 6-7 นิ้ว เซาะเป็นร่องเล็กๆตลอดความยาวของแผ่นไม้ เพื่อบรรจุแท่งแกรไฟต์และใช้ไม้อีกแผ่นหนึ่งเซาะร่องไว้อย่างชิ้นแรก นำมาทากาวแล้วประกบลงไป ซึ่งเป็นดินสอที่มีไม้หุ้มและเป็นดินสอที่ทันสมัยแท่งแรกของโลก เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ในการขีด - เขียน ที่มีราคาถูกและ สะดวก รูปร่างกระทัดรัดและสวยงาม เป็นที่ยอมรับในทุกวงการ ทำให้ปากกาขนห่านจุ่มน้ำหมึกในสมัยนั้นเสื่อมความนิยมไป

วัสดุที่ใช้ทำดินสอ

ในปัจจุบันดินสอทำด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างกันออกไปกว่า 40 ชนิด แต่ดินสอที่ดีที่สุด คือดินสอที่ใช้อุปกรณ์ในการทำดังนี้

1.  Graphite จากประเทศศรีลังกา มาดากัสการ์ และเม็กซิโก

2.  Clay จากประเทศเยอรมัน

3.  ยาง (ใช้ทำยางลบ) จากประเทศมาเลเซีย

4.  แร่พลวง (ใช้เป็นตัวเชื่อมของ Graphite กับ Clay) จากประเทศเบลเยี่ยม และตามบริเวณชายฝั่งของประเทศเดนมาร์กเท่านั้น ไม้ที่นำมาห่อหุ้มแท่งดินสอส่วนใหญ่จะทำจาก "ไม้ซีดา" ที่มีอายุ 200 ปีขึ้นไป เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม โดยนำมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย จะพบบนเขาสูงๆเท่านั้น ( ไม้ซีดาเป็นไม้ที่มีเนื้ออ่อนและเหลาง่าย ) http://www.lib.ru.ac.th/journal/pencil.html

กระบวนการในการทำดินสอ

                นำไม้ที่ตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กๆ ( ขนาด 3 X 3 นิ้ว ) ไปตากแดดหรืออบจนแห้งสนิทจากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นแผ่นบางๆ หนา5 .. ( ครึ่งหนึ่งของความกว้างของดินสอ) แล้วจึงนำไปเข้าเครื่องเซาะร่องสำหรับบรรจุไส้ดินสอ หลังจากนั้นใช้ไม้อีกชิ้นหนึ่งมาประกบด้วยการติดกาว เข้าเครื่องตัดเป็นแท่ง พ่นสี ติดตรา และติดยางลบ ก่อนที่จะนำออกจำหน่ายต่อไป ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสามารถผลิตดินสอให้แตกต่างในการใช้งานได้กว่า 300 ชนิด รวมทั้งดินสอที่สำหรับใช้ในทางศัลยกรรมของแพทย์ เนื่องจากดินสอชนิดนี้สามารถนำมาขีดเขียนบนผิวหนังของคนไข้ได้

รูปร่างและขนาดของดินสอ

                ดินสอมาตรฐานมีความยาว 7 นิ้ว แท่งหนึ่งๆสามารถลากเส้นได้ยาวถึง 35 ไมล์ เขียนได้อย่างน้อย 45,000 คำ เหลาดินสอ 17 ครั้ง จะเหลือเศษความยาวเพียง 2 นิ้ว บางชนิดจะติดยางลบ ไว้ด้วยเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน สีที่นิยมใช้มากที่สุด คือ สีเหลือง บริษัทผู้ผลิตได้พยายามทำออกจำหน่ายหลายสีด้วยกัน เช่น สีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับสีเหลือง

ชนิดของดินสอ

ปัจจุบันดินสอแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ

  1.   ดินสอดำ ( Lead Pencil ) คือดินสอที่นิยมใช้กันทั่วๆไป ไส้ดินสอทำจากถ่านแกรไฟต์ผสมกับดินเหนียว ( Clay ) ใช้ตัวอักษร B ( Black ) และ H ( Hard ) กำหนดความแข็งและความเข้มของไส้ดินสอ ขนาด 6 B จะมี Clay ผสมน้อย ส่วนขนาด 6 H จะมี Clay ผสมมากที่สุด ดินสอที่มีความเข้มน้อยจะใช้ในการร่างภาพ ส่วนดินสอที่มีความเข้มมากจะใช้ในการแรเงา

2.   ดินสอคาร์บอน ( Carbon Pencil ) หรือดินสอถ่าน ทำจากส่วนผสมของถ่านไม้ (Charcoal) ไส้ดินสอดำคล้ายถ่านไม้ มีชนิดแข็งและอ่อน ลำดับจาก HH (แข็งมาก),HB(ปานกลาง ), B(ไส้อ่อนแต่ดำ),BB (ดำมาก),BBB (ดำที่สุด) บางบริษัทใช้ตัวอักษร E แทนตัวอักษร Bhttp://www.lib.ru.ac.th/journal/pencil.html

3. ดินสอสีเทียน เป็นดินสอสีที่มีเทียนผสม มีแท่งเป็นสีเทียนตลอดทั้งอัน ไม่มีไม้ห่อหุ้มไส้มีเพียง ปลอกกระดาษหุ้มอยู่เท่านั้น ความยาวของแท่งดินสอ ประมาณ 3-4 นิ้ว เหมาะสำหรับวาดภาพบนกระดาษที่มีความหยาบและผิวด้านได้ดี

4                 .ดินสอสี (สีไม้) ใช้สำหรับระบายสีภาพลงบนกระดาษสีขาว เพราะสีของดินสอมีความเข้มน้อย ประกอบกับมีปากขนาดเล็ก จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ไม่ใหญ่มากนักมีหลายสี เป็นชุดๆ บางชนิดละลายน้ำได้ โดยใช้พู่กันจุ่มน้ำแล้วไปลูบละเลงบนสีดินสอที่ระบายไว้แล้วจะได้ภาพที่คล้ายสีน้ำ

วิธีจับดินสอ  แบ่งออกได้เป็น  2  แบบ

แบบเขียนหนังสือ  เป็นการจับดินสอแบบปกติทั่วไปการเขียนภาพและแลเงาจะละเอียดและประณีต

 แบบอิสระ เป็นการจับดินสอบริเวณส่วนปลายของดินสอใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือมากกว่านิ้วอื่นๆ ทำให้ร่างภาพได้มุมกว้างอิสระและรวดเร็ว

การเหลาดินสอ  ควรเหลาเตรียมไว้ก่อนการสร้างงานเพื่อสะดวกในการใช้  ไม่ควรเหลาให้ส่วนไม่หุ้มออกมากเกินไปเพราะจะหักง่าย บรรจุลงหีบห่อให้เรียนร้อย


พู่กัน

            เป็นเครื่องมือสำหรับระบายสี เขียนตัวอักษร ประกอบด้วยด้ามซึ่งทำด้วยไม้หรือพลาสติก
ส่วนปลายของพู่กันทำด้วยขนสัตว์ หรือพลาสติกสังเคราะห์ พู่กันที่ศิลปินและช่างเขียนใช้กันอยู่นั้น
แบ่งออกตามลักษณะของขนพู่กัน เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

                1.  พู่กันที่ทำจากขนชนิดหยาบ หรือเรียกว่า บริสเติล( Bristle = ขนแข็ง) มักทำด้วยขนหมู บางครั้งทำด้วยไนลอน นิยมใช้เขียนหรือระบายรูปสีน้ำมันสีฝุ่นหรือสีอะคริลิก ซึ่งมีความเหนียวข้น เวลาระบายต้องออกแรงกดขยี้ไปบนพื้นผ้า ไม้อัดหรือกระดาษแข็ง

                2.พู่กันที่ทำจากขนชนิดอ่อน เช่นขนเซเบิล (Sable) ส่วนใหญ่ทำมาจากขนหางของตัวโคลินสกี้ (Kolinsky) ซึ่งเป็นตัวมิ้งค์พันธุ์เอเซียชนิดหนึ่ง หรือทำมาจากขนวัว (Oxhair) มีความอ่อนนุ่มสูง สปริงตัวดี ดีดตัวกลับคืนรูปเดิมได้ แม้ขณะขนเปียกน้ำอยู่ แต่มีราคาแพงนอกจากนี้ยังมีการดัดแปลงและพัฒนามาใช้ขนพลาสติกสังเคราะห์แทนมากขึ้นเพราะราคาย่อมเยากว่า พู่กันแบ่งตามลักษณะรูปร่าง ออกเป็น 2 ชนิด คือ
                1. พู่กันปลายแบน ใช้สำหรับเขียนตัวอักษร และระบายสีที่มีพื้นที่กว้างหรือตัวโตๆ มีทั้งชนิดที่ใช้ เฉพาะกับสีน้ำและสีน้ำมัน มีขนาดตั้งแต่เบอร์ 0 (เล็กสุด) ถึงเบอร์ 12(ใหญ่สุด) ยังมีพู่กันอีกแบบหนึ่งใช้รหัสบอกขนาดเป็นเลขเศษส่วน เช่น พู่กัน RUBENมีขนาด 3/8 นิ้ว 5/8 นิ้ว 3/4นิ้ว ถึงขนาดใหญ่สุด หน้ากว้าง 1 นิ้ว

                2. พู่กันปลายกลม ใช้สำหรับระบายสีในพื้นที่เล็กๆ หรือเขียนตัวอักษรทรงอิสระ หรือตัวประดิษฐ์
ส่วนใหญ่จะใช้ได้กับสีน้ำ ขนาดโดยทั่วไปมีตั้งแต่ เบอร์ 0 (เล็กสุด) ถึงเบอร์ 14 (ใหญ่สุด) แบบปลายกลมนี้ เบอร์เล็กๆจะใช้สำหรับตัดเส้น หรือวาดลายเส้นละเอียด
พู่กันแบบอื่นๆ
               
1.พู่กันจีน ทำจากขนวัวสีน้ำตาล ขนเป็นพุ่มใหญ่ เมื่อจุ่มน้ำหรือสี แล้วบิดหมุนด้ามวนไป จะมีส่วน ปลายที่แหลมมาก ด้ามทำด้วยไม้ไผ่ เหมาะ สำหรับการวาดภาพตามแนวจีนเขียนอักษรภาษาจีน หรือภาษาไทยที่ชอบตวัดหาง
                2.พู่กันลม (air brush) ใช้สำหรับพ่นสีที่ต้องการความละเอียดอ่อน มีพื้นที่ไม่ใหญ่มากตัวด้ามจะเป็น เหล็ก มีที่ใส่สี(หมึก) แล้วใช้แรงลมจากเครื่องปั๊มลมเป็นแรงดัน ส่งสีไปสู่พื้นหรือชิ้นงาน บางชนิดอัดลมในกระป๋องสำเร็จรูปเหมือนสีสเปรย์ เวลาจะใช้ต้องนำหัวพู่กันลมมาใส่


ไม้บรรทัดและวงเวียน

เป็นเครื่องมือที่ใช้ประกอบการเขียนตัวอักษรและวาดภาพ เป็นเครื่องมือที่ช่วยบังคับทิศทางให้สามารถวาดเส้นตรง เส้นโค้งและวงกลมได้อย่างดี แบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ดังนี้
                1. วงเวียน วงเวียนที่มีใช้อยู่ในงาน กราฟิกมีประโยชน์การเขียนวงกลมหรือเส้นโค้งมีทั้งชนิดที่ใช้กับดินสอและหมึก นอกจากนั้น วงเวียนยังมีประโยชน์ในการวัดความยาวจาก ไม้บรรทัดหรือภาพต้นฉบับเพื่อถ่ายทอดลงไป ในภาพที่กำลังวาด
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา
-เก็บในกล่องหรือซองให้ถูกต้องตามตำแหน่ง และอยู่ในที่แห้ง
-อย่าให้ปลายเหล็กแหลมคดงอ หรือตกกระแทกพื้นแข็ง ส่วนน็อตด้านบนหมั่นตรวจและขันให้แน่น
-เช็ดทำความสะอาดกรณีที่ก้านเป็นเหล็ก อาจเกิดสนิมได้

                2. ไม้ที เป็นไม้บรรทัดยาว ๆ ทำเป็นรูปตัวที ทำด้วยไม้พลาสติกและโลหะ ใช้สำหรับขีดเส้นยาวโดยเลื่อนไปตามขอบของโต๊ะเขียนแบบตามแนวด้านข้าง ซึ่งสามารถลากเส้นขนานหลาย ๆ เส้น
ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาวัดหลาย ๆ ครั้ง
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา เช็ดทำความสะอาดฝุ่นผงทุกครั้ง แล้วเก็บ เข้าซองหรือ
ถุงผ้า ถ้าไม่มีให้แขวนกับฝาผนังเรียบๆ ห้อยด้านหัวไม้ทีลง และอย่าทำให้ขอบมีรอยบุบ

                3. ไม้ฉาก ทำด้วยไม้ หรือ พลาสติก เป็นรูปสามเหลี่ยมมีทั้งชนิดมุม 30 ,60 ,90 องศา และ
45,45,90 องศาประโยชน์ที่ได้นอกจากจะใช้ วัดมุมแล้ว ยังใช้ประโยชน์ในการเคลื่อนตัวไปตาม
แนวไม้ที ซึ่งสามารถลากเส้นในแนวตั้งฉากได้อย่าง รวดเร็วบางชนิดเป็นแบบรวมปรับองศาได้อิสระ
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา
-เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นพลาสติกใส การเก็บจึงไม่ควรให้ถูกความร้อน หรือใส่ไว้ในฝากระโปรงท้ายรถยนต์ เพราะจะบิดงอ
-เช็ดด้วยผ้าหมาด ๆ หรือผ้าชุบน้ำยาล้างจานจางๆเป็นบางครั้ง แล้วเก็บเข้าซองให้เรียบร้อย

                4. ไม้บรรทัดโค้ง ใช้สำหรับเขียนส่วนโค้งต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถเขียนได้ด้วยวงเวียน ไม้บรรทัดโค้งนี้ส่วนหนึ่งจะอยู่ข้างในของไม้ฉาก และมีชนิดสำเร็จรูปหลายรูปทรงการลากเส้นโค้งควรลากด้วยแนวเส้นดินสอเสียก่อน พอได้เส้นที่สมบูรณ์แล้วจึงลากด้วยหมึกภายหลัง และยังมีชนิดที่เป็นแท่งยาง ดัดงอได้ เรียกว่ากระดูกงู
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

กรณีที่เป็นกระดูกงูควรเก็บในลักษณะที่อยู่ในแนวตรง
                5. ไม้บรรทัด ไม้บรรทัดที่ใช้อยู่ในงานกราฟิกนั้น มีทั้งที่ทำด้วยไม้ โลหะ หรือพลาสติกขนาดความยาวจะมี ตั้งแต่ 6 ,12 และ 24 นิ้ว และยาวมากกว่านี้แล้วแต่ลักษณะ งานในการขีดเส้นด้วยปากกาหมึกซึมหรือปากกาเขียนแบบ นิยมใช้ไม้บรรทัดที่ยกขอบสูงขอบเฉียง ซึ่งจะไม่ทำให้หมึก เปื้อนกระดาษ ส่วนไม้บรรทัดเหล็ก เหมาะที่จะใช้คู่กับมีดคัตเตอร์เพื่อตัดกระดาษ
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

1.             เก็บรักษาไม้บรรทัดพลาสติก จะเหมือนไม้ฉาก คืออย่าให้โดนความร้อน จะบิดงอง่าย

2.             อย่าให้ขอบบุบหรือบิ่น เพราะจะทำให้ขีดเส้นไม่เรียบ

3.      ไม้บรรทัดเหล็กสแตนเลสหรืออลูมิเนียม ควรเช็ดด้วยน้ำยาหรือครีมทำความสะอาด ป้องกันการเกิดคราบ เหงื่อมัน
        6. ไม้บรรทัดโครงแบบหรือเทมเพลต ส่วนใหญ่ทำด้วยพลาสติก แต่อาจจะทำด้วยไม้หรือโลหะก็ได้ โครงแบบจะเจาะหรือตัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น วงกลม วงรี สามเหลี่ยม หกเหลี่ยม และรูปทรง
อื่นๆมากมาย ตามลักษณะวิชาชีพ เช่น งานทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม เป็นต้น เพื่อใช้ในงานวาดรูปบนกระดาษ กระดาษไข ชนิดที่ต้องใช้กับปากกาหมึกซึมจะมีปุ่มหนุนให้พื้นห่างจากผิวกระดาษ หรือยกขอบ
http://www.pelikan.com
สี

            สีที่ใช้ในงานกราฟิกอาจแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดด้วยกันคือ
                1. สีน้ำ ใช้กับผสมน้ำ มีทั้งชนิดที่เป็นหลอด และเป็นก้อนบรรจุอยู่ในกล่อง บางชนิดเป็นแผ่นกระดาษ เวลาใช้ต้องใช้พู่กันจุ่มน้ำมาผสมสีในจานสี มีสีต่าง ๆ ให้เลือกมากมายตั้งแต่แม่สี 3 สี คือ สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีดำ และสีขาว ตลอดจนถึงสีอื่น ๆ เช่นเขียว ม่วง แสด ฟ้า ฯลฯ ข้อดีของสีน้ำคือใช้ง่าย และล้างออกง่าย เป็นสีที่ติดวัสดุประเภทกระดาษ ได้คงทน แต่ข้อเสียก็คือระบายให้เรียบได้ยาก
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

ชนิดหลอดควรปิดฝาให้แน่น ชนิดกล่องเป็นหลุมอย่าให้ตกกระทบพื้นแข็ง จะทำให้ก้อนสีแตก
                2. สีน้ำมัน เวลาใช้ผสมกับน้ำมัน เป็นสีหลอด และสีกระป๋อง โดยทั่วไปสีที่ใช้ในการเขียนตัวอักษรนั้นนิยมใช้สีแห้งช้าหรือสีที่ใช้ผสมกับน้ำมันสน ส่วนสีแห้งเร็วที่ใช้ผสมกับทินเนอร์นั้นไม่นิยมมาเขียนกับตัวอักษร เพราะแห้งเร็วเกินไปนอกจากนี้จะใช้เป็นสีทารองพื้นวัสดุกราฟิกที่เป็นไม้หรือโลหะ
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

 การล้างแปรงให้ล้างด้วยน้ำมันซักแห้งสีที่ใช้ไม่หมดควรปิคฝาให้แน่นป้องกันสีแข็งตัว
                3. สีโปสเตอร์
มีลักษณะเป็นขวด มีทั้งที่เป็นสีธรรมดา และสีสะท้อนแสง เหมาะแก่การนำมาเขียนตัวอักษรด้วยพู่กันปลายตัด เพราะเขียนได้ง่ายหรือวาดภาพประกอบโปสเตอร์ เส้นจะเรียบและไม่เป็นคลื่นเหมือนสีน้ำ แต่มีข้อเสียคือหลุดล่อนได้ง่าย สีโปสเตอร์นี้เป็นสีที่ใช้น้ำผสม

ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

หากเก็บไว้นานๆควรเติมน้ำบ้าง สีจะไม่แข็งตัว ฝาขวดควรล้างให้สะอาด จะช่วยให้เปิดง่ายไม่แห้งกรัง
                4. สีพลาสติก เป็นสีผสมน้ำ สีพลาสติกนี้เราสามารถนำมาใช้เขียนผ้าหรือทารองพื้นผ้าได้ดีใกล้เคียงกับสีเขียนผ้า ใช้เขียนอักษรลงบนแผ่นโฟม เป็นสีที่ใช้ทาผนังปูนมีชนิดที่ใช้ทาภายในอาคารและทาภายนอกอาคาร เวลาใช้ต้องผสมน้ำ
ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

สีชนิดนี้เมื่อแห้งแล้วจะแข็งตัว ล้างไม่ออก เมื่อเปื้อนเสื้อผ้า ให้รีบล้างหรือซักน้ำทันที
                5. สีพิมพ์ซิลค์สกรีน อาจแบ่งออกได้ตามประเภทของการใช้งาน เช่นสีพิมพ์ผ้า พิมพ์กระดาษ และพิมพ์พลาสติก มีทั้งชนิดสะท้อนแสงและไม่สะท้อนแสง สำหรับพิมพ์กระดาษ ส่วนสีพิมพ์ผ้านั้นมีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดที่เมื่อพิมพ์แล้วต้องนำมารีดด้วยเตารีดหรือเป่าด้วยเครื่องเป่าผม แล้วจะได้ตัวอักษรที่นูนขึ้นมาจากพื้นผ้า
กระดาษ

               กระดาษที่ใช้ในงานกราฟิกแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดด้วยกัน ในแต่ละชนิดจะมีความเหมาะสมสำหรับงานในแต่ละประเภทไม่ปะปนกัน ในการเลือกกระดาษให้เหมาะสมกับชนิดของงานจึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ได้งานที่มีคุณภาพดี กระดาษที่ใช้อยู่อาจแบ่งออกได้ดังนี้

                1. กระดาษหน้าขาวหลังเทา เป็นกระดาษที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการเทคโนโลยีการศึกษา มีความหนา 2 ระดับ กระดาษชนิดนี้ชาวบ้านโดยทั่วไปซื้อมาพับทำกล่อง ทางด้านเทคโนโลยีการศึกษานั้นนำมาใช้เขียนโปรเตอร์ ป้ายประกาศต่าง ๆ ทำบัตรคำ การเขียนนิยมใช้ปากกาปลายสักหลาดและปากกาสปีดบอล ส่วนการใช้พู่กันนั้นไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากผิวหน้าของกระดาษเป็นมัน ทำให้สีไม่ค่อยติด

                2.กระดาษโปสเตอร์ กระดาษโปสเตอร์ที่มีจำหน่ายอยู่ตามร้านเครื่องเขียนโดยทั่วไปเป็นกระดาษหน้าเดียว มีทั้งชนิดหนาและชนิดบาง สำหรับชนิดบางนั้นมีทั้งสองหน้าและหน้าเดียว ใช้สำหรับตัดเป็นรูปภาพหรือตัวอักษร เพื่อนำไปติดบนพื้นวัสดุอื่นๆ เช่นบอร์ด กระดาษแข็งฯ ส่วนกระดาษโปสเตอร์ชนิดหนาเหมาะสำหรับงานเขียนโปสเตอร์ ซึ่งจะต้องมีทั้งการวาดภาพและเขียนตัวอักษร เครื่องเขียนที่เหมาะกับการเขียนลงบนกระดาษโปสเตอร์ ได้แก่ พู่กันปลายตัด สำหรับเขียนตัวอักษรและวาดภาพลายเส้น ปากกาสปีดบอลสำหรับเขียนตัวอักษรและวาดภาพลายเส้น ถ้าใช้ปากกาปลายสักหลาดต้องเลือกปากกาสีเข้มใช้กับกระดาษพื้นสีอ่อน กระดาษโปสเตอร์ที่จำหน่วยอยู่โดยทั่วไปมีทั้งชนิดสะท้อนแสงและไม่สะท้อนแสง ข้อสังเกต บางบริษัทจะพิมพ์สีทับกระดาษขาวและมีคราบความมันของหมึกเคลือบอยู่ เวลาเขียนด้วยสีโปสเตอร์จะไม่ติด

                3. กระดาษวาดเขียน เป็นกระดาษเนื้อด้านมีทั้งชนิดหนาและชนิดบาง นิยมที่สุดคือขนาด 100 ปอนด์ เหมาะสำหรับงานวาดรูปโดยใช้สีน้ำ แต่ไม่เหมาะสมนักกับกับการเขียนตัวอักษรด้วยปากกาเคมี เนื่องจากเป็นกระดาษเนื้อหยาบ อาจจะมีสีซึมที่ขอบตัวอักษร ไม่เรียบสม่ำเสมอ ยกเว้นการใช้กระดาษชนิด100 ปอนด์พิเศษ เนื้อแน่น

                4. กระดาษอาร์ตมัน เป็นกระดาษที่ช่างออกแบบโดยทั่วไปชอบใช้ เหมาะสำหรับทำต้นฉบับเขียนตัวอักษรด้วยปากกาสปีดบอลหรือปากกาเขียนแบบ และการวาดภาพลายเส้นจะมีความคมชัดสูง เพื่อนำเอาไปถ่ายทำเป็นฟิล์มเนกาตีฟสำหรับใช้ในการพิมพ์ เพื่อนำไปถ่ายทำบล็อคและนำไปพิมพ์ต่อไป

 

ข้อควรระวังและการเก็บบำรุงรักษา

1. การใช้กระดาษที่แกะออกจากรีมใหม่ๆ ควรกรีดที่สันกระดาษไปมา เพื่อไม่ให้กระดาษติดกัน

2. กระดาษบางแผ่นจะมีความคม อย่าใช้มือถูที่ขอบกระดาษ อาจจะถูกกระดาษบาดมือได้

3.การเก็บกระดาษใหม่ ควรเก็บในห่อกระดาษอย่างดี เพื่อรักษาความขาวและความสะอาดไว้นานๆ

4.อย่าให้โดนความชื้น หรือเปียกน้ำ ควรเก็บในที่แห้ง ถ้าต้องตั้งกับพื้นห้องที่เป็นคอนกรีต ควรยกชั้นลอย หรือหาแผ่นไม้รองไว้ด้านล่างก่อน
เครื่องมือที่ใช้ในการตัดกระดาษ เครื่องมือที่ใช้ในการตัดกระดาษอาจแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ

มากมาย อาจแบ่งออกได้ตามลักษณะของมีดและการใช้งานได้ดังต่อไปนี้

                1. ใบมีดคมเดียว มีทั้งชนิดมีด้ามและชนิด ไม่มีด้าม ชนิดที่มีด้ามจับถือง่าย การใช้ไม่ค่อยมีปัญหาแต่ส่วนใบมีดที่ไม่มีด้ามนั้น ก่อนใช้ควรหาผ้าเทปพัน รอบนิ้วมือเสียก่อน เพื่อป้องกันที่ใบมีด
บาดมือเมื่อ ใช้นิ้วชี้กดสันของใบมีดในการตัด

                2. ใบมีดปลายแหลมชายธง มีลักษณะเป็นใบมีดปลายแหลมสามารถถอดเปลี่ยนใบใหม่ใส่แทน
ได้เมื่อใช้มีดเป็นเวลานาน ใบมีดชนิดนี้ใช้ประโยชน์ในการตัดกระดาษได้หลายชนิด หลายรูปแบบ
อย่างกว้างขวาง ใช้ในการตัดตัวอักษร รูปลอก หรือตัดรูปที่มีส่วนโค้งและรายละเอียดมาก ๆถ้าต้องการงานที่ประณีตก็ควรใช้ใบมีดแบบนี้ 
http://www.olfa.com

                3. ใบมีดหนาด้ามสั้น เป็นมีดที่เหมาะสำหรับ ตัดวัสดุหนา ๆ โดยตัดเป็นเส้นตรงได้ดี
เหมาะสำหรับงาน ตัดกระดาษหลังกรอบรูป ไม้อัด กระดาษแข็ง พลาสติก

                4. ใบมีดแบบเฉลียง เป็นใบมีดที่เหมาะสำหรับตัดวัสดุที่เบาและบางกว่าธรรมดา โดยตัดเป็นเส้นตรงได้ดี วัสดุที่เหมาะที่จะตัดด้วยใบมีดแบบเฉลียงนี้ ได้แก่ กระดาษย่นกระดาษเยื่อ กระดาษฟาง และแผ่นฟิล์มบาง ๆ ซึ่งวัสดุเหล่านี้ถ้าตัดด้วยใบมีดชนิดอื่นแล้วอาจมีปัญหาทำให้วัสดุนี้ฉีกขาดได้

                5. เครื่องตัดแบบวงเวียน มีลักษณะเหมือนกับ วงเวียนที่ใช้เขียนวงกลมโดยทั่วไป แตกต่างกันตรงที่ขาหนึ่งจะเป็นเหล็กแหลมเหมือนกับวงเวียนโดยทั่วไป โดยขานี้จะทำหน้าที่จุดตรงตำแหน่งศูนย์กลางส่วนอีกขาหนึ่งของวงเวียน จะมีใบมีดติดอยู่ เครื่องตัดชนิดนี้เหมาะสำหรับตัดกระดาษ เป็นรูปวงกลมและตัดได้กว้างที่สุดเพียง18เซ็นติเมตรปัจจุบันวัสดุและเครื่องมือในงานกราฟิก มีการพัฒนาและปรับใช้กับคอมพิวเตอร์มากขึ้นและคอมพิวเตอร์ในหลายโปรแกรม โดยเฉพาะโปรแกรมด้านกราฟิก
ก็จะมีแถบเครื่องมือมาให้เลือกใช้ เหมือนกับวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องทำด้วยมือ เช่น มีดินสอ ปากกา พู่กัน สีสเปรย์เหมือนปากกาลม เปลี่ยนขนาดความโตได้หลายขนาด มีถังเทสี เป็นต้น

ยางลบ Eraser.

                ยางลบ (อเมริกัน: eraser บริติช: rubber) คือเครื่องเขียนชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับลบรอยดินสอหรือปากกาที่เขียนบนวัสดุอย่างหนึ่งเช่นกระดาษ โดยใช้ยางลบถูไปมาจนรอยเขียนหายไป และดินสอส่วนมากมักจะมียางลบติดมาด้วยเพื่อใช้ควบคู่กัน ยางลบนั้นทำมาจากยางเป็นหลัก แต่สำหรับยางลบที่ใช้งานเฉพาะทางก็อาจผลิตด้วยไวนิล พลาสติก หรือยางธรรมชาติอื่นๆ ก็ได้ ส่วนมากจะพบเป็นสีขาว แต่ก็สามารถผลิตให้เป็นสีอื่นๆ ได้แล้วแต่ส่วนผสมของวัสดุผู้คนในสมัยก่อนที่จะมียางลบ พวกเขาใช้ขนมปังสีขาวที่ไม่มีขอบเพื่อลบรอยดินสอแกรไฟต์และถ่านหิน ซึ่งวิธีนี้บางครั้งยังมีการใช้อยู่โดยศิลปินสมัยใหม่ในปี .. 1770 วิศวกรชาวอังกฤษชื่อ เอดเวิร์ด แนร์น (Edward Nairne) ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้คิดค้นยางลบที่ทำจากยางเป็นคนแรก เหตุที่แนร์นค้นพบยางลบคือเขาไปหยิบก้อนยางแทนที่จะเป็นขนมปังมาถูรอยดินสอโดยไม่ได้ตั้งใจ และค้นพบคุณสมบัติในการลบของยาง จากนั้นจึงเริ่มผลิตยางลบออกขาย และมีการรายงานว่ายางลบของเขามีราคา 3 ชิลลิงต่อครึ่งลูกบาศก์นิ้ว ซึ่งแพงมากในสมัยนั้นอย่างไรก็ตาม ยางลบก็ไม่ได้ทำให้เกิดความสะดวกสบายไปมากกว่าขนมปัง เนื่องจากยางลบในขณะนั้นสามารถเน่าเสียและย่อยสลายได้เหมือนขนมปัง ต่อมาในปี .. 1839 ชาร์ลส กูดเยียร์ (Charles Goodyear) ค้นพบกระบวนการวัลคาไนเซชัน (vulcanization) ซึ่งเป็นวิธีการรักษายางและทำให้เป็นวัสดุที่คงทนถาวร ยางลบที่ทำจากยางวัลคาไนซ์จึงเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันเมื่อวันที่ 30 มีนาคม .. 1858 ไฮเมน ลิปแมน (Hymen Lipman) จากฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา จดสิทธิบัตรในการติดยางลบเข้ากับปลายดินสออีกข้างหนึ่งเป็นครั้งแรก แต่ในภายหลังถูกยกเลิกเนื่องจากเป็นเพียงการนำอุปกรณ์สองชนิดประกอบเข้าด้วยกัน มากกว่าที่จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่

                ยางลบเป็นวัสดุทำด้วยยางไม้หรือพลาสติก  ส่วนใหญ่ทำเป็นแท่งมี 2 ประเภท  คือ

1. ยางลบที่ทำด้วยยาง (Rubber)

2.  ยางลบที่ทำด้ยพลาสติก (Plastic)

คุณสมบัติของยางลบพลาสติก

  แข็งกว่ายางลบที่ทำด้วยยางเหมาะที่จะตัดเป็นชิ้นเล็ก  เพื่อนำไปลบรอยดินสอที่มีรายละเอียดและเนื้อที่แคบ  คุณภาพการใช้งานก็ใกล้เคียงกัน  ถ้านักเรียนชอบนุ่ม ๆ ก็ใช้ยางลบที่ทำด้วยยาง เมื่อใช้เสร็จแล้วนักเรียนควรทำความสะอาดยางลบโดยถูกับกระดาษที่สะอาดแล้วเก็บใส่กล่องรวมกับดินสอ

(มานิต  กรินพงศ์,เศรษฐ์ศิริ  สายกระสุน  พิมพ์ครั้งที่1 .. 2542  หน้า  ,7)

 

ปากกา Pen

                ปากกาเป็นเครื่องเขียนที่ใช้น้ำหมึกสร้างสรรค์งาน  จึงมีน้ำหมึกสีเข้มและคงทนถาวรกว่าการใช้ดินสอ  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับงานวาดเส้นและออกแบบทุกชนิด  มีหลายประเภทดังต่อไปนี้

1.ปากกาปลายแหลมจุ่มเขียน  เหมาะกับงานวาดเส้นและงานออกแบบ

2.ปากกาสปีดบอล  เหมสาะกับงานเขียนน้ำหนักเงาและเขียนตัวอักษร

3.ปากกาเขียนแบบ  มีปลายหลายขนาด  ตั้งแต่เบอร์ 0.1-2.0 เหมาะกับงานออกแบบทุกชนิด  นักเรียนควรใช้อย่างทะนุถนอม  เพราะปากกาเขียนแบบนั้นค่อนข้างบอบบางควรใช้กับกระดาษอาร์ตเท่านั้น  เมื่อรู้สึกว่าหมึกเดินไม่คล่องควรถอดล้าง  แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดหรือใช้ลมเป่าให้แห้งก่อนประกอบเข้าอย่างเดิม  แล้วเก็บไว้ให้เรียบร้อย  พร้อมที่จะนำมาใช้งานได้ทันที 

(มานิต  กรินพงศ์,เศรษฐ์ศิริ  สายกระสุน  พิมพ์ครั้งที่1 .. 2542  หน้า  ,8)

ถ่านชาร์โคร  ( Charcoal  )

                เป็นแท่งยาวไม่มีไม้หุ้มเหมือนดินสอดำ  ขณะที่เขียนภาพควรจับเบาๆใช้เขียนแรเงาภาพมีลักษณะแตกต่างไปจากดินสอดำ

เครยอง  ( Crayon )

                เป็นแท่งสี่เหลี่ยมไม่มีไม้หุ้มเช่นเดียวกับถ่านชาร์โคล แต่มีขนาดสั้นและแข็งกว่า มีสีเข้มหลายสี เช่น สีน้ำตาลแก่ , สีน้ำเงิน , สีดำ

กระดานรองเขียน  Plate

                กระดานรองเขียน  เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับรองรับกระดาษวดเขียนที่จะดำเนินการปฏิบัติการเขียนงาน  นิยมทำจากแผ่นกระดาษอัดแผ่นไม้อัด  หรือวัสดุอื่นที่มีน้ำหนักเบา  มีขนาดประมาณ  18”  x 24” 

(มานิต  กรินพงศ์,เศรษฐ์ศิริ  สายกระสุน  พิมพ์ครั้งที่1 .. 2542  หน้า  ,11)


Copyright (c) 2014 by kids-dee.com