ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็ปไซต์คิดส์ดีดอทคอม เว็ปแสดงผลงานศิลปะเด็กโรงเรียนเมืองสุรินทร์ ผู้พัฒนาเว็ปไซต์www.kids-dee.com คือคุณครูเฉลิมขวัญ สุปิงคลัด มุ่งหวังเพื่อเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดผลงานศิลปะเด็กที่สร้างสรรค์และสวยงาม เพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความคิดเหนือขีดจำกัดของเด็กทุกคนคะ...หวังว่าทุกคนจะมีความสุขที่ได้เห็นผลงานของเ็ด็กๆนะคะ                                                                                                                                                                       

KIDS-DEE.COM

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

Home

หน่วยที่ 1

หน่วยที่ 2

หน่วยที่ 3

Contact

สวัสดีค่ะ คุณครูเฉลิมขวัญ สุปิงคลัด ขอต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่เนื้อหาการเรียนหน่วยที่ 1  ทัศนธาตุกับงานศิลป์ เกี่ยวข้องกับเรื่อง ทัศนธาตุ   กิจกรรมแรกคือ กิจกรรมเรื่องเส้นสีตามเสียงเพลง

ทัศนธาตุกับงานศิลป์

มาตรฐาน ศ ๑.๑
ตัวชี้วัด ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๖

ความคิดรวบยอด
สาระสำคัญ ทัศนธาตุเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งต่างๆ  ในธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  และงานทัศนศิลป์  ซึ่งประกอบด้วย เส้น  รูปร่าง  รูปทรง  พื้นผิว  และพื้นที่ว่าง

 

ทัศนธาตุในงานศิลปะประกอบด้วย
จุด เส้น น้ำหนัก สี รูปร่างและรูปทรง ลักษณะพื้นผิว

1.จุด
จุด ไม่มีความกว้าง ไม่มีความยาว ไม่มีความลึก หรือเรียกว่าไม่มี “ มิติ ” นั่นเองการปรากฏตัวของจุดพบได้ในธรรมชาติ เช่น ดวงดาวที่สุกใส ลายจุดบนตัวสัตว์ และพืชบางชนิด เป็นต้น
จุดเมื่อรวมตัวกันมากๆจะเกิดหรือกลายเป็นรูปทรงขึ้นมาเป็นการเริ่มแรกที่สุดขององค์ประกอบศิลป์ ถึงแม้ว่าจุดจะไม่มีมิติ แต่หากพื้นที่ว่างๆนั้นปรากฏจุดขึ้นมา จุดที่ปรากฎนั้นจะมีความหมายทันที

2.เส้น
ในงานศิลปะ ทัศนธาตุเบื้องต้นที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดก็คือ เส้น อาจจะกล่าวได้ว่า เส้น เป็นแกนนำ เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ทุกแขนง เส้นแสดงความรู้สึกได้ด้วยตัวของมันเอง ประเทศที่อยุทางซีกโลกตะวันออกหลายประเทศใช้เส้นเป็นทัศนธาตุหลักในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ การเริ่มต้นและการพัฒนาจินตนาการของศิลปิน(ทัศนศิลป์) ได้แก่จิตรกร ประติมากร หรือสถาปนิก ล้วนต้องอาศัยเส้นเป็นปัจจัยสำคัญในการสื่อความหมายตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งผลงานนั้นสมบูรณ์ เราสามารถกระทำให้เกิดเส้นได้อย่างรวดเร็ว ด้วยสัญชาตญาณในการแสดงออก หรือใช้เส้นอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยการใช้ปัญญา เส้นสามารถแสดงแก่นแท้ของทุกสิ่งได้อย่างสะดวก เข้มข้นและย่นย่อที่สุด
เส้นมี 2 ลักษณะคือ เส้นตรง (Straight Line) และ เส้นโค้ง (Curve Line) เมื่อนำเส้นสองลักษณะนี้มาประกอบกัน ก็จะเกิดเส้นหลากหลายรูปแบบ สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้
คำจำกัดความของเส้น
• จุดหลายจุด เมื่อมาวางต่อกันในทางยาวก็จะเกิดเป็นเส้น
• เส้นเป็นตัวกำหนดขอบเขตของพื้นที่ว่าวง ขอบเขตของวัตถุสิ่งของ ขอบเขตของรูปร่างรูปทรง ขอบเขตของน้ำหนัก และเป็นขอบเขตของสี
3. เมื่อสิ่งของหรือรูปทรงวางอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะปรากฏเส้นโครงสร้างรอบนอกของกลุ่มรูปทรงเหล่านั้น เป็นเส้นที่เห็นได้จากจินตนาการ

คุณลักษณะของเส้น

เส้นมีมิติเดียว คือความยาว มีลักษณะต่างๆ มีทิศทางและมีขนาด
ลักษณะต่างๆของเส้น ได้แก่ ตรง โค้ง คด เป็นคลื่น ฟันปลา เกล็ดปลา ก้นหอย ชัด พร่า ประ ฯลฯ
ทิศทางของเส้น ได้แก่ แนวราบ แนวดิ่ง แนวเฉียง แนวลึก
ขนาดของเส้น เส้นไม่มีความกว้าง มีแต่เส้นหนา เส้นบาง หรือเส้นใหญ่ เส้นเล็ก ความหนาของเส้นจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับความยาว ถ้าเส้นนั้นหนามากจะหมดคุณลักษณะของความเป็นเส้น จะกลายเป็นรูปร่าง ( Shape ) สี่เหลี่ยมผืนผ้าใบ
ความรู้สึกที่เกิดจากลักษณะของเส้น
1. เส้นตรง ให้ความรู้สึกแข็งแรง แน่นอน ตรง เข้ม ไม่ประนีประนอม หยาบและเอาชนะ
2. เส้นโค้งน้อยๆหรือเป็นเส้นคลื่นน้อยๆให้ความรู้สึกสบาย เปลี่ยนแปลงได้ เลื่อนไหล ต่อเนื่อง มีความกลมกลืนในการเปลี่ยนทิศทาง ความเคลื่อนไหวช้าๆ สุภาพ เป็นผู้หญิง นุ่มและอิ่มเอิบ ถ้าใช้เส้นแบบนี้มากเกินไปจะให้ความรู้สึกกังวล เรื่อยเฉื่อย ขาดจุดหมาย
 3. เส้นโค้งวงแคบ เปลี่ยนทิศทางรวดเร็ว มีพลังเคลื่อนไหวรุนแรง
4. เส้นโค้งของวงกลม การเปลี่ยนทิศทางที่ตายตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ให้ความรู้สึกเป็นเรื่องซ้ำๆ เป็นเส้นโค้งที่มีระเบียบมากที่สุด แต่จืดชืดที่สุด ไม่น่าสนใจที่สุด เพราะขาดการเปลี่ยนแปร
5. เส้นโค้งก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย และเติบโตเมื่อมองจากภายในออกมา ถ้ามองจากภายนอกเข้าไปจะให้ความรู้สึกที่ไม่สิ้นสุดของพลังเคลื่อนไหว เส้นก้นหอยที่พบในธรรมชาติมักจะวนทวนเข็มนาฬิกา เห็นได้ในก้นหอย ในหมอกเพลิง ในอาการเกี่ยวพันของไม้เลื้อย เป็นเส้นโค้งที่ขยายตัวออกไม่มีจุดจบ
6. เส้นฟันปลาหรือเส้นคดที่หักเหโดยกะทันหัน เปลี่ยนทิศทางรวดเร็วมาก ทำให้ประสาทกระตุก ให้จังหวะกระแทก เกร็ง ทำให้นึกถึงพลังไฟฟ้า ฟ้าผ่า กิจกรรมที่ขัดแย้ง ความรุนแรง และสงคราม

ความรู้สึกที่เกิดจากทิศทางของเส้น
เส้นทุกเส้นมีทิศทาง คือ ทางนอน ทางตั้ง หรือทางเฉียง ในแต่ละทิศทางให้ความรู้สึกต่อผู้ดูต่างกัน
1. เส้นนอน กลมกลืนกับแรงดึงดูดของโลก ให้ความรู้สึกพักผ่อน เรียบ เฉย สงบ ผ่อนคลาย ได้แก่ เส้นขอบฟ้า ทะเล ทุ่งกว้าง คนนอน
2. เส้นตั้ง ให้ความสมดุล มั่นคง แข็งแรง พุ่งขึ้น จริงจัง และเงียบขรึม เป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้อง ซื่อสัตย์ มีความสมบูรณ์ในตัว เป็นผู้ดี สง่า ทะเยอทะยาน และรุ่งเรือง
3. เส้นเฉียง เป็นเส้นที่อยู่ระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ไม่สมบูรณ์ ไม่มั่นคง ต้องการเส้นเฉียงอีกเส้นหนึ่งมาช่วยให้มั่นคงสมดุลในรูปของมุมฉาก เส้นเฉียงใช้มากในจิตรกรรมแบบคิวบิสม์ ( Cubism )
4. เส้นที่เฉียงและโค้ง ให้ความรู้สึกขาดระเบียบ ตามยถากรรม ให้ความรู้สึกพุ่งเข้า หรือพุ่งออกจากที่ว่าง
ในบางตำรากล่าวถึงความรู้สึกที่เกิดจากเส้นไว้ดังนี้
1. เส้นตั้ง หรือ เส้นดิ่ง   ให้ความรู้สึกทางความสูง   สง่า   มั่นคง   แข็งแรง   หนักแน่นเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อตรง
2. เส้นนอน ให้ความรู้สึกทางความกว้าง สงบ ราบเรียบ นิ่ง ผ่อนคลาย
3. เส้นเฉียง หรือ เส้นทะแยงมุม ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหว รวดเร็ว ไม่มั่นคง
4. เส้นหยัก หรือ เส้นซิกแซก แบบฟันปลา ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหว อย่างเป็นจังหวะ   มีระเบียบ   ไม่ราบเรียบ น่ากลัว อันตราย ขัดแย้ง ความรุนแรง
5. เส้นโค้ง แบบคลื่น ให้ความรู้สึก เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ลื่นไหล ต่อเนื่อง สุภาพ    อ่อนโยน นุ่มนวล
6. เส้นโค้งแบบก้นหอย ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว คลี่คลาย หรือเติบโตในทิศทางที่ หมุนวนออกมา ถ้ามองเข้าไปจะเห็นพลังความเคลื่อนไหวที่ไม่สิ้นสุด
7. เส้นโค้งวงแคบ ให้ความรู้สึกถึงพลังความเคลื่อนไหวที่รุนแรง   การเปลี่ยนทิศทาง ที่รวดเร็ว ไม่หยุดนิ่ง
8. เส้นประ ให้ความรู้สึกที่ไม่ต่อเนื่อง   ขาด   หาย   ไม่ชัดเจน   ทำให้เกิดความเครียด
เส้นโครงสร้าง ( Structural line )
คือเส้นที่มองไม่เห็นด้วยตา เป็นเส้นในจินตนาการที่ผู้ดูจะรู้สึกหรือปะติดปะต่อเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เส้นชนิดนี้เดินทางด้วยความรู้สึก ไม่ใช่ด้วยการเห็น เป็นเส้นที่มีความสำคัญมากในศิลปะ พลังอำนาจในงานศิลปะที่จะเคลื่อนไหวหรือหยุดนิ่ง ผ่อนคลายหรือตึงเครียด ก็อยู่ที่เส้นโครงสร้างหรือเส้นภายในที่มองไม่เห็นนี้ เส้นโครงสร้างมีอยู่ 6 อย่างด้วยกันคือ
•  เส้นแกนของรูปทรง เช่น เส้นศูนย์ถ่วงของคน เส้นแกนของผลไม้ เส้นแกนของวัตถุสิ่งของต่างๆ
•  เส้นรูปนอกของกลุ่มรูปทรง
•  เส้นที่ลากด้วยจินตนาการจากจุดหนึ่งถึงอีกจุดหนึ่ง เช่น ดาวหมี ดาวจระเข้ ฯลฯ
•  เส้นที่แสดงความเคลื่อนไหวของที่ว่าง
•  เส้นโครงสร้างของปริมาตร เนื่องจากเส้นรูปนอก ( External Contour ) ไม่สามารถแสดงความโค้งนูนของปริมาตรได้ เส้นภายใน ( Internal Contour ) จึงเป็นเส้นโครงสร้างหรือเส้นจินตนาการอีกชนิดหนึ่งที่แสดงความเคลื่อนไหวที่พื้นผิวให้รู้สึกในปริมาตรของรูปทรง
•  เส้นโครงสร้างขององค์ประกอบ ที่เกิดจากเส้นแกนของส่วนต่างๆที่ประสานกันก่อนที่จะมีรายละเอียดของรูปทรง เส้นชนิดนี้มีความสำคัญต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึกส่วนรวมของงานศิลปะมาก เมื่อเรามองดูวัตถุที่เป็นมวล เช่น คน ภูเขา ต้นไม้ เราจะรู้สึกในเส้นแกนก่อนสิ่งอื่น เช่น คนยืนจะเห็นเป็นเส้นดิ่ง ภุเขาจะเห็นเป็นเส้นนอน คนนั่งจะเห็นเป็นเส้นโค้ง ในฐานะผู้สร้างสรรค์ การวางเส้นโครงสร้างขององค์ประกอบก่อนที่จะเขียนมวลหรือรูปทรงลงไป จึงเป็นวิธีที่เราสามารถจะกำหนดความรู้สึกหรืออารมณ์ขั้นต้นของภาพ เป็นพื้นฐานสำหรับสานต่อด้วยรูปทรงที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนให้สมบูรณ์เต็มที่ต่อไป
  หน้าที่ของเส้น
1. แบ่งที่ว่างออกเป็นส่วนๆ
2. กำหนดขอบเขตที่ว่าง หมายถึง สร้างรูปร่าง หรือรูปแบบของที่ว่าง
3. กำหนดเส้นรูปนอกของรูปทรง หมายถึง การสร้างรูปทรง
4. ทำหน้าที่เป็นน้ำหนักอ่อนแก่ของแสงและเงา หมายถึง การแรเงาด้วยเส้น
5. ให้อารมณ์ความรู้สึกด้วยตัวเอง
ความสำคัญของเส้น
1. ใช้ในการแบ่งที่ว่างออกเป็นส่วน ๆ
2. กำหนดขอบเขตของที่ว่าง หมายถึง   ทำให้เกิดเป็นรูปร่าง (Shape) ขึ้นมา
3. กำหนดเส้นรอบนอกของรูปทรง ทำให้มองเห็นรูปทรง (Form) ชัดขึ้น
4. ทำหน้าที่เป็นน้ำหนักอ่อนแก่ ของแสดงและเงา หมายถึง การแรเงาด้วยเส้น
5. ให้ความรู้สึกด้วยการเป็นแกนหรือโครงสร้างของรูป และโครงสร้างของภาพ

3 . สี
สี ( Color) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานศิลปะ สีจะช่วยให้เกิดความน่าสนใจและมีชีวิตชีวาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น อีกทั้งยังให้ความรู้สึกต่าง ๆ ได้ด้วยสีจึงมีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์
เราเป็นอันมาก
แม่สีและวงจรสี
แม่สี คือ สีที่นำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสีใหม่ ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากสีเดิม
แม่สี มือยู่   2 ชนิด คือ
    1. แม่สีของแสง เกิดจากการหักเหของแสงผ่านแท่งแก้วปริซึม มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน อยู่ในรูปของแสงรังสี   ซึ่งเป็นพลังงานชนิดเดียวที่มีสี คุณสมบัติของแสงสามารถนำมาใช้ ในการถ่ายภาพ ภาพโทรทัศน์ การจัดแสงสีในการแสดงต่าง ๆ เป็นต้น ( ดูเรื่อง แสงสี )
    2. แม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีที่ได้มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวัตถุธาตุเป็นแม่สีที่นำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ในวงการศิลปะ   วงการอุตสาหกรรม ฯลฯ
    แม่สีวัตถุธาตุ เมื่อนำมาผสมกันตามหลักเกณฑ์ จะทำให้เกิด วงจรสี ซึ่งเป็นวงสีธรรมชาติ เกิดจากการผสมกันของแม่สีวัตถุธาตุ เป็นสีหลักที่ใช้งานกันทั่วไป ในวงจรสี จะแสดงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
วงจรสี    ( Colour Circle )
สีขั้นที่ 1 คือ แม่สี ได้แก่ สีแดง    สีเหลือง   สีน้ำเงิน  
สีขั้นที่ 2 คือ สีที่เกิดจากสีขั้นที่ 1 หรือแม่สีผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จะทำให้เกิดสีใหม่ 3 สี ได้แก่ 
                   สีแดง ผสมกับสีเหลือง   ได้สี ส้ม
                   สีแดง ผสมกับสีน้ำเงิน   ได้สีม่วง
                   สีเหลือง ผสมกับสีน้ำเงิน   ได้สีเขียว
       ค่าน้ำหนักของสี   (Value of colour) เป็นการใช้สีโดยให้มีค่าน้ำหนักในระดับต่าง ๆ กัน และมีสีหลาย ๆ สี ซึ่งถ้าเป็นสีเดียว ก็จะมีลักษณะเป็น
สีเอกรงค์ การใช้ค่าน้ำหนักของสี จะทำให้เกิดความกลมกลืน เกิดระยะใกล้ไกล ตื้นลึก ถ้ามีค่าน้ำหนักหลาย ๆ ระดับ สีก็จะกลมกลืนกันมากขึ้น แต่ถ้ามีเพียง 1 - 2 ระดับที่ห่างกัน จะทำให้เกิดความแตกต่าง 
       ความเข้มของสี   (Intensity) เกิดจาก สีแท้ คือสีที่เกิดจากการผสมกันในวงจรสี เป็นสีหลักที่ผสมขึ้นตามกกฎเกณฑ์และไม่ถูกผสมด้วยสีกลางหรือสีอื่น ๆ จะมีค่าความเข้มสูงสุด หรือแรงจัดที่สุด เป็นค่าความแท้ของสีที่ไม่ถูกเจือปน เมื่อสีเหล่านี้ อยู่ท่ามกลางสีอื่น ๆ ที่ถูกผสมให้เข้มขึ้น หรืออ่อนลง ให้มืด หม่น หรือเปลี่ยนค่าไปแล้ว สีแท้จะแสดงความแรงของสี   ปรากฏออกมาให้เห็น อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้เกิดจุดสนใจขึ้นในผลงานลักษณะเช่นนี้ เหมือนกับ ดอกเฟื่องฟ้าสีชมพูสด ๆ หรือบานเย็น ที่อยู่ท่ามกลางใบเฟื่องฟ้าที่เขียวจัด ๆ หรือ พลุที่ถูกจุดส่องสว่างในยามเทศกาล ตัดกับสีมืด ๆ ทึบ ๆ ทึมๆ ของท้องผ้ายามค่ำคืน เป็นต้น 
สีส่วนรวม ( Tonality) เป็นลักษณะที่มีสีใดสีหนึ่ง หรือกลุ่มสีชุดหนึ่งที่ใกล้เคียงกัน มีอิทธิพลครอบคลุม สีอื่น ๆ ที่อยู่ในภาพ เช่น ในทุ่งดอกทานตะวันที่กำลังออกดอกชูช่อบานสะพรั่ง สีส่วนรวมก็คือ สีของดอกทานตะวัน หรือบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลในสนาม ถึงแม้ผู้เล่นทั้งสองทีมจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้า หลากสีต่างกันก็ตาม แต่ สีเขียวของสนามก็จะมีอิทธิพลครอบคลุม สีต่าง ๆ ทั้งหมด สีใดก็ตามที่มีลักษณะเช่นนี้   เป็นสีส่วนรวมของภาพ
แสงสีกับการมองเห็น
     สีต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของสี และยังขึ้นอยู่สภาพของแสงด้วย   โดยที่ในที่มีแสงว่างจัดๆ สีจะดูอ่อนลง ในที่ที่มีแสงสว่างน้อยลง   สีก็จะเข้มขึ้นด้วย   และในที่ไม่มีแสงสว่างเลยเราจะมองเห็นสีต่าง ๆ เป็นสีดำ  ถึงแม้จะมีความเข้มของแสงเหมือนกัน แต่ถ้ามีสภาพแวดล้อมของสีแตกต่างกัน เช่น สีแสดที่อยู่บนพื้นสีดำ จะดูอ่อนกว่าสีแสดที่อยู่บนพื้นสีขาวและสีที่อยู่บนพื้นสีต่าง ๆ กันก็จะดูมีความเข้มต่างกัน   สีที่บนพื้นสีเข้มจะมองเห็นเด่นชัดกว่าสีที่อยู่บนพื้นสีสว่าง เนื่องจากสีดำไม่สะท้อนแสงสีต่าง ๆ ทำให้ไม่รบกวนการมองเห็น
     การมองเห็นของสีตรงข้าม   การใช้สีตรงข้ามกันมาใช้ร่วมกันโดยนำมาวางอยู่เคียงคู่กันทั้งสองสีจะส่งผลต่อคู่สีอีกสีหนึ่ง   เราจะเห็นว่า สีเขียวที่อยู่บนสีแดงจะดูมีขนาดใหญ่กว่าสีแดงที่อยู่บนสีเขียว   ทั้งสองสีต่างหักล้างค่าความเข้มของสีซึ่งกันและกัน จะทำให้ไม่ดูสดใสเท่าที่ควรปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งของสีตรงข้าม คือภาพติดตา ( After Image ) โดยการจ้องมองสีใดสีหนึ่งที่สดจัด ในที่มีแสงสว่างจ้าสักครู่ จากนั้นไปจ้องมองที่กระดาษสีขาว จะปรากฎสีตรงข้ามของสีนั้น ๆ ขึ้นที่กระดาษสีขาวซึ่งเกิดจากอิทธิพลความแรงของสี      
ภาพติดตาอีกลักษณะหนึ่ง ก็คือสีขาวกับสีดำ   จากภาพเส้นตารางสีขาว   บนพื้นสีดำ จะมอง
เห็นจุดตัดแนวตั้งกับแนวนอน ของเส้นตารางสีขาว มีสีเทา ๆ   ลักษณะเช่นนี้เกิดจากอิทธิพลของสี
ตรงข้ามที่อยู่ข้างเคียงคือสีดำ   และรูปสีขาวบนพื้นดำ จะดูใหญ่กว่ารูปสีดำที่อยู่พื้นขาว


4.รูปร่างและรูปทรง
รูปร่าง คือ พื้นที่ ๆ ล้อมรอบด้วยเส้นที่แสดงความกว้าง และความยาว รูปร่างจึง มี 2 มิติ มีความกว้างกับความยาว      ไม่มีความหนาเกิดจากเส้นรอบนอกที่แสดงพื้นที่ขอบเขต      ของรูปต่าง ๆ เช่น รูปวงกลม   รูปสามเหลี่ยม หรือ รูปอิสระ      ที่แสดงเนื้อที่ของผิวที่เป็นระนาบมากกว่าแสดงปริมาตรหรือมวล  รูปทรง คือ ภาพสามมิติที่ต่อเนื่องจากรูปร่าง โดยมีความหนา หรือความลึกทำให้ภาพ
ที่มองเห็นมีความชัดเจน และสมบูรณ์ รูปที่ลักษณะเป็น 3 มิติ โดยนอกจากจะแสดงความกว้าง    ความยาวแล้ว ยังมีความลึก หรือความหนา นูน ด้วย     เช่น รูปทรงกลม   ทรงสามเหลี่ยม ทรงกระบอก เป็นต้น   ให้ความรู้สึกมีปริมาตร   ความหนาแน่น มีมวลสาร ที่เกิดจากการใช้ค่าน้ำหนัก หรือการจัดองค์ประกอบของรูปทรง หลายรูปรวมกัน
รูปร่างและรูปทรง เป็นรูปธรรมของงานศิลปะ     ที่ใช้สื่อเรื่องราวจากงานศิลปะไปสู่ผู้ชม         
รูปร่างและรูปทรงที่มีอยู่ในงานศิลปะมี   3  ลักษณะ
รูปเรขาคณิต (Geometric Form)  มีรูปที่แน่นอน มาตรฐาน สามารถวัดหรือ คำนวณได้ง่าย มีกฎเกณฑ์ เกิดจากการสร้างของมนุษย์ เช่น รูปสี่เหลี่ยม   รูปวงกลม รูปวงรี นอกจากนี้ยังรวมถึงรูปทรงของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นอย่างมีแบบแผนแน่นอน เช่นรถยนต์    เครื่องจักรกล    เครื่องบิน   สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ   ที่ผลิตโดยระบบอุตสาหกรรม ก็จัดเป็นรูปเรขาคณิตเช่นกัน
รูปเรขาคณิตเป็นรูปที่ให้โครงสร้างพื้นฐานของรูปต่าง ๆ ดังนั้นการสร้างสรรค์รูปอื่น ๆควรศึกษารูปเรขาคณิตให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อน คือรูปอินทรีย์ (Organic Form) เป็นรูปของสิ่งที่มีชีวิตหรือคล้ายกับสิ่งมีชีวิต ที่สามารถเจริญเติบโต   เคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนแปลงรูปได้  เช่นรูปของคน   สัตว์   พืช   
รูปอิสระ (Free Form) เป็นรูปที่ไม่ใช่แบบเรขาคณิต หรือแบบอินทรีย์   แต่เกิดขึ้นอย่างอิสระ ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ซึ่งเป็นไปตามอิทธิพลและการกระทำจากสิ่งแวดล้อม   เช่น รูปก้อนเมฆ   ก้อนหิน   หยดน้ำ ควัน   ซึ่งให้ความรู้สึกที่เคลื่อนไหว มีพลัง รูปอิสระจะมีลักษณะ ขัดแย้งกับรูปเรขาคณิตแต่กลมกลืนกับรูปอินทรีย์   รูปทรงอิสระอาจเกิดจากรูปเรขาคณิต หรือรูปอินทรีย์ที่ถูกกระทำจนมีรูปลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิมจนไม่เหลือสภาพ เช่น รถยนต์ที่ถูกชนจนยับเยินทั้งคัน   เครื่องบินตก   ตอไม้ที่ถูกเผาทำลาย หรือซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพัง 
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรง
    เมื่อนำรูปทรงหลาย ๆ รูปมาวางใกล้กัน   รูปเหล่านั้นจะมีความสัมพันธ์ดึงดูด   หรือผลักไสซึ่งกันและกัน   การประกอบกันของรูปทรง อาจทำได้โดย ใช้รูปทรงที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน รูปทรงที่ต่อเนื่องกัน รูปทรงที่ซ้อนกัน รูปทรงที่ผนึกเข้าด้วยกัน รูปทรงที่แทรกเข้าหากัน   รูปทรงที่สานเข้าด้วยกัน หรือ รูปทรงที่บิดพันกัน       การนำรูปเรขาคณิต รูปอินทรีย์ และรูปอิสระมาประกอบเข้าด้วยกัน จะได้รูปลักษณะใหม่ ๆ อย่างไม่สิ้นสุด


5. ลักษณะพื้นผิว
พื้นผิว ( Texture) หมายถึง ส่วนที่เป็นพื้นผิวของวัตถุที่มีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น เรียบ  
ขรุขระ หยาบ มัน นุ่ม ฯลฯ ซึ่งเราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ การนำพื้นผิวมาใช้ในงานศิลปะ จะช่วยให้เกิดความเด่นในส่วนที่สำคัญ และยังทำให้เกิดความงามสมบูรณ์  
พี้นผิวมี   2   ประเภท คือ   
1. พื้นผิวที่สัมผัสได้ด้วยมือ หรือกายสัมผัส เป็นลักษณะพื้นผิวที่เป็นอยู่จริง ๆ ของผิวหน้าของวัสดุนั้นๆ   ซึ่งสามารถสัมผัสได้จากงานประติมากรรม งานสถาปัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ
2. พื้นผิวที่สัมผัสได้ด้วยสายตา จากการมองเห็นแต่ไม่ใช่ลักษณะที่แท้จริงของผิว วัสดุนั้น ๆ เช่น การวาดภาพก้อนหินบนกระดาษ   จะให้ความรู้สึกเป็นก้อนหินแต่มือสัมผัสเป็นกระดาษ  หรือใช้กระดาษพิมพ์ลายไม้ หรือลายหินอ่อน  เพื่อปะ  ทับ บนผิวหน้าของสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเป็นการสร้างพื้นผิวลวงตาให้สัมผัสได้ด้วยการมองเห็นเท่านั้น
พื้นผิวลักษณะต่าง ๆ จะให้ความรู้สึกต่องานศิลปะที่แตกต่างกัน พื้นผิวหยาบจะให้ความรู้สึกกระตุ้นประสาท หนักแน่น มั่นคง แข็งแรง ถาวร ในขณะที่ผิวเรียบ จะให้ความรู้สึกเบา สบาย การใช้ลักษณะของพื้นผิวที่แตกต่างกันเห็นได้ชัดเจนจากงานประติมากรรม และมากที่สุดในงานสถาปัตยกรรมซึ่งมีการรวมเอาลักษณะต่าง ๆ กันของพื้นผิววัสดุหลาย ๆ อย่าง   เช่น อิฐ  ไม้ โลหะ  กระจก  คอนกรีต หิน ซึ่งมีความขัดแย้งกันแต่สถาปนิกได้นำมาผสมกลมกลืนได้อย่างเหมาะสม ลงตัวจน เกิดความสวยงาม 
บทที่ 5 องค์ประของศิลปะการจัดองค์ประกอบทางศิลปะไทย เป็นหลักสำคัญสำหรับผู้สร้างสรรค์ และผู้ศึกษางานศิลปะ เนื่องจากผลงานศิลปะใด ๆ ก็ตามล้วนมีคุณค่าอยู่ 2 ประการ คือ คุณค่าทางด้านรูปทรงและคุณค่าทางด้านเรื่องราว

คุณค่าทางด้านรูปทรง เกิดจากการนำเอา องค์ประกอบต่าง ๆ ของ ศิลปะ อันได้แก่ เส้น สี แสงและเงา รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว ฯลฯ มาจัดเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดความงาม ซึ่งแนวทางในการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาจัดรวมกันนั้นเรียกว่า การจัดองค์ ประกอบศิลป์ (Artcomposition) โดยมีหลักการจัดตามที่จะกล่าวต่อไป
คุณค่าทางด้านเนื้อหา เป็นเรื่องราว หรือสาระของผลงานที่ศิลปินผู้สร้างสรรค์ต้องการที่จะแสดงออกมา ให้ผู้ชมได้สัมผัส รับรู้ โดยอาศัยรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบศิลป์นั่นเอง หรืออาจกล่าวได้ว่า ศิลปิน นำเสนอเนื้อหาเรื่องราวผ่านรูปลักษณะที่เกิดจากการจัดองค์ประกอบทางศิลปะ ถ้าองค์ประกอบที่จัดขึ้น ไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอ งานศิลปะนั้นก็จะขาดคุณค่าทางความงามไป ดังนั้นการจัดองค์ประกอบศิลป์ จึงมีความสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้งานศิลปะทรงคุณค่าทางความงามอย่างสมบูรณ์

การจัดองค์ประกอบของศิลปะ มีหลักที่ควรคำนึง อยู่ 5 ประการ คือ

1. สัดส่วน (Proportion)
2. ความสมดุล (Balance)
3. จังหวะลีลา (Rhythm)
4. การเน้น (Emphasis)
5. เอกภาพ (Unity)


1. สัดส่วน Property

สัดส่วน หมายถึง ความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมระหว่างขนาดขององค์ประกอบที่แตกต่างกัน ทั้งขนาดที่อยู่ในรูปทรงเดียวกันหรือระหว่างรูปทรง และรวมถึงความสัมพันธ์กลมกลืนระหว่างองค์ประกอบทั้งหลายด้วย ซึ่งเป็นความพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อย ขององค์ประกอบทั้งหลายที่นำมาจัดรวมกัน ความเหมาะสมของสัดส่วนอาจพิจารณาจากคุณลักษณะดังต่อไปนี้

1.1 สัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน จากรูปลักษณะตามธรรมชาต ของ คน สัตว์ พืช ซึ่งโดยทั่วไปถือว่า สัดส่วนตามธรรมชาติ จะมีความงามที่เหมาะสมที่สุด หรือจากรูปลักษณะที่เป็นการสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น Gold section เป็นกฎในการสร้างสรรค์รูปทรงของกรีก ซึ่งถือว่า "ส่วนเล็กสัมพันธ์กับส่วนที่ใหญ่กว่า ส่วนที่ใหญ่กว่าสัมพันธ์กับส่วนรวม" ทำให้สิ่งต่าง ๆที่สร้างขึ้นมีสัดส่วนที่สัมพันธ์กับทุกสิ่งอย่างลงตัว

1.2 สัดส่วนจากความรู้สึก โดยที่ศิลปะนั้นไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความงามของรูปทรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึง เนื้อหา เรื่องราว ความรู้สึกด้วย สัดส่วนจะช่วยเน้นอารมณ์ ความรู้สึก ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และเรื่องราวที่ศิลปินต้องการ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้งานศิลปะของชนชาติต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากมีเรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึกที่ต้องการแสดงออกต่าง ๆ กันไป เช่น กรีก นิยมในความงามตามธรรมชาติเป็นอุดมคติ เน้นความงามที่เกิดจากการประสานกลมกลืนของรูปทรง จึงแสดงถึงความเหมือนจริงตามธรรมชาติ ส่วนศิลปะแอฟริกันดั้งเดิม เน้นที่ความรู้สึกทางวิญญานที่น่ากลัว ดังนั้นรูปลักษณะจึงมีสัดส่วนที่ผิดแผกแตกต่างไปจากธรรมชาติทั่วไป

สัดส่วนในงานทัศนศิลป์ โดยจิตรกรรมไทยนั้น จะเริ่มต้นที่การแบ่งพื้นผิวของ แผ่นภาพก่อน และการแบ่ง สัดส่วนที่ให้ผลดีที่สุด ก็คือ การสร้างเอกภาพที่มีการเปลี่ยนแปร ( Unity With Variation ) ของส่วนต่าง ๆ ให้แก่แผ่นภาพนั้น เมื่อที่ว่างของแผ่นภาพ ถูกแบ่งอย่างมีเอกภาพด้วยการตัดกัน ของสัดส่วน ในปริมาณที่พอเหมาะ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และสัมพันธ์กับรูปร่าง และสัดส่วนของแผ่นภาพ ส่วนรวมด้วยแล้ว รูปทรงใด ๆ ที่จะวางลงหรือเข้าไปแทนที่ ที่ว่างเหล่านั้นก็จะมีสัดส่วนสัมพันธ์กันเป็นเอกภาพ

การแบ่งพื้นผิวออกเป็นส่วนต่าง ๆ จะทำให้การขยายตัวของพลังที่ว่างนั้นต่างกัน เป็นผลให้เกิด ความเคลื่อนไหว ที่ขัดแย่งกัน กลมกลืนกัน และ สมดุลกันตามแนวความคิดของศิลปิน การแบ่งส่วนสัด ของพื้นผิวให้น่าสนใจ มักจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของเอกภาพดังได้กล่าวมาแล้ว กล่าวคือ ต้องมีความ ขัดแย้งกัน มีความเป็นเด่น มีความเป็นรอง มีความเปลี่ยนแปร มีสมดุล และมีจังหวะ

สัดส่วนของโกลเดน เซดชัน หรือ 1 : 1.618 นี้ เป็นสัดส่วนของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติที่มนุษย์เราคุ้นเคย เช่น สัดส่วนของดอกไม้ ต้นไม้ แมลง ไข่ ฯลฯ และสัดส่วนร่างกายของคนเรา จากการทดสอบคนเป็น จำนวนมากโดยให้เลือกรูปสี่เหลี่ยมที่เห็นว่ามีสัดส่วนงามถูกใจที่สุดมาหนึ่งรูป จากรูปสี่เหลี่ยมที่มีสัดส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่จัตุรัสไปจนเป็นผืนผ้าทรงยาว ปรากฎว่าสี่เหลี่ยมที่มีสัดส่วน 1 : 1.618 มีคนเลือกถึงร้อยละ 98 ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านั้นไม่เคยรู้เรื่องโกลเดน เซคชันมาก่อนเลย การค้นพบสูตรนี้จึงเป็นการค้นพบสิ่งที่มีอยู่แล้ว ตามธรรมชาติของคนทุกคนนั้นเอง

ถ้าจะนำหลักของเอกภาพและความเป็นเด่นมาวิเคราะห์รูปสี่เหลี่ยมทั้ง 5 ในภาพ จะทำได้ดังนี้

รูปที่มีอัตราส่วนระหว่างด้าน 1 : 1 เป็นการซ้ำกันของด้านทั้ง 4 จนเกินไป ไม่มีการตัดกัน ไม่มีส่วนใดเป็นเด่น จึงดูจืดชืด

รูปที่มีอัตราส่วน 1 : 1.2 มีการตัดกันน้อยเกินไป

รูปที่มีอัตราส่วน 1 : 1.618 มีการตัดกันกำลังเหมาะ ด้านตั้งมีความเป็นเด่นชัดเจน ด้านที่เป็นรองก็ เป็นรองไม่มาก มีความกลมกลืนพอเหมาะดีที่สุด

รูปที่มีอัตราส่วน 1 : 2 ถึงแม้จะมีการตัดกันอย่างเห็นได้ชัดของความกว้างกับความสูงก็ตาม แต่ถ้าพิจารณา ในด้านเนื้อที่แล้ว ยังเป็นการซ้ำของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดเท่ากัน 2 รูป ทำให้ขาดความแตกต่าง เปลี่ยน แปร

รูปสุดท้าย มีอัตราส่วน 1 : 2.5 มีการตัดกันมากเกินไปจนเกินความพอดี)

2. ความสมดุล Balance

ความสมดุล หรือ ดุลยภาพ หมายถึง น้ำหนักที่เท่ากันขององค์ประกอบ ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ในทางศิลปะยังรวมถึงความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของ ส่วนต่าง ๆ ในรูปทรงหนึ่งหรืองานศิลปะชิ้นหนึ่ง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ลงใน งานศิลปกรรมนั้นจะต้องคำนึงถึงจุดศูนย์ถ่วง ในธรรมชาตินั้น ทุกสิ่งสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ล้มเพราะมีน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากันทุกด้าน ฉะนั้นในงานศิลปะถ้ามองดูแล้วรู้สึกว่าบางส่วนหนักไป แน่นไปหรือเบา บางไปก็จะทำให้ภาพนั้นดูเอนเอียง และเกิดความ รู้สึกไม่สมดุล เป็นการบกพร่องทางความงาม

ดุลยภาพในงานศิลปะ มี 2 ลักษณะ คือ

1. ดุลยภาพแบบสมมาตร (Symmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาเหมือนกัน คือ การวางรูปทั้งสองข้างของแกนสมดุล เป็นการสมดุลแบบธรรมชาติลักษณะแบบนี้ในทางศิลปะมีใช้น้อย ส่วนมากจะใช้ในลวดลายตกแต่ง ในงานสถาปัตยกรรมบางแบบ หรือในงานที่ต้องการดุลยภาพที่นิ่งและมั่นคงจริง ๆ

2. ดุลยภาพแบบอสมมาตร (Asymmetry Balance) หรือ ความสมดุลแบบซ้ายขวาไม่เหมือน กัน มักเป็นการสมดุลที่เกิดจาการจัดใหม่ของมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะที่ทางซ้ายและขวาจะไม่เหมือนกัน ใช้องค์ประกอบที่ไม่เหมือนกัน แต่มีความสมดุลกัน อาจเป็นความสมดุลด้วยน้ำหนักขององค์ประกอบ หรือสมดุลด้วยความรู้สึกก็ได้ การจัดองค์ประกอบให้เกิดความสมดุลแบบอสมมาตรอาจทำได้โดย เลื่อนแกนสมดุลไปทางด้านที่มีน้ำหนักมากว่า หรือเลื่อนรูปที่มีน้ำหนักมากว่าเข้าหาแกน จะทำให้เกิดความสมดุลขึ้น หรือใช้หน่วยที่มีขนาดเล็กแต่มีรูปลักษณะที่น่าสนใจถ่วงดุลกับรูปลักษณะที่มีขนาดใหญ่แต่มีรูปแบบธรรมดา

ดุลยภาพ

ดุลยภาพ เป็นคุณลักษณะสำคัญของเอกภาพ ดุลยภาพโดยทั่วไปหมายถึง การถ่วงน้ำหนัก หรือแรงปะทะที่เท่ากัน แต่ในทางศิลปะ ดุลยภาพมีความหมายรวมไปถึง ความประสานกลมกลืน ความพอเหมาะพอดีของส่วนต่างๆ ในรูปทรงหนึ่ง หรือในงานศิลปะชิ้นหนึ่ง

ดุลยภาพในธรรมชาติเกิดขึ้นได้ 2 วิธีเช่นเดียวกับเอกภาพ กล่าวคือ เกิดจากการถ่วงดุลของสิ่งที่ขัดแย้งกับ และเกิดจากการรวมตัวหรือ การซ้ำของสิ่งที่เหมือนกัน

เส้นแกน (Axis)

สิ่งสำคัญที่ กำหนดดุลยภาพในภาพ คือ เส้นแกน (Axis) เส้นเป็นโครงสร้างที่เห็น ไม่ได้ด้วยตา แต่เห็นได้ด้วยจินตนาการ ภาพที่มีดุลยภาพในภาพ คือ ภาพที่มีรูปทรงอยู่ในเส้นแกนดิ่ง หรือมีรูปทรง เท่า ๆ กันอยู่ 2 ข้างของเส้นแกนดิ่ง เราต้องรู้เส้นแกนของแผ่นภาพเสียก่อน จึงจะหาดุลยภาพได้ ในแผ่นภาพสี่เหลี่ยมผื่นผ้าว่างๆ เราจะรู้สึกในเส้นแกนได้ ดังนี้

1.เส้นแกนทางดิ่ง (Vertice Axis)

2.เส้นแกนทางราบ (Horizontal Axis)

เส้นแกนทั้ง 2 นี้ตั้งฉากซึ่งกันและกัน เราอาจเรียกเส้นแกนทั้ง 2 นี้รวมกันว่า เส้นแกนตั้งฉาก ที่รู้สึกได้ในรูปทรงของแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น คือ เส้นแกนทแยงมุม (Diagonal Axis) เส้นแกน ชนิดหลัง นี้ไม่สู้มีความสำคัญในเรื่องดุลยภาพเท่าใดนัก

เส้นแกนทั้ง 2 นี้ตั้งฉากซึ่งกันและกัน เราอาจเรียกเส้นแกนทั้ง 2 นี้รวมกันว่า เส้นแกนตั้งฉาก (ที่รู้สึกได้ในรูปทรงของแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น คือ เส้นแกนทแยงมุม (Diagonal Axis) เส้นแกนชนิดหลังนี้ ไม่สู้มีความสำคัญในเรื่องดุลยภาพ เท่าใดนักเส้นแกนทั้ง 2 นี้ตั้งฉากซึ่งกันและกัน เราอาจเรียกเส้นแกนทั้ง 2 นี้รวมกันว่า เส้นแกนตั้งฉาก (ที่รู้สึกได้ในรูปทรงของแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้น คือ เส้นแกนทแยงมุม (Diagonal Axis) เส้นแกนชนิดหลังนี้ ไม่สู้มีความสำคัญในเรื่องดุลยภาพ เท่าใดนัก

ดุลยภาพแบบสมมาตร (Asymmetry หรือ Dynamic Equilibrium หรือ Informal Balance หรือ Active Balance) ถ้าวางจุดลงในแผ่นภาพพลาดไปจากเส้นแกนตั้ง ฉาก จะขาดดุลยภาพอย่างมาก เพราะไม่อยู่ในแกนใด เลย ทั้งทางดิ่งและทางราบ ถ้าเพิ่มจุดลงทางซ้ายมือในแนวราบเดียวกัน ก็จะกลายเป็นดุลยภาพแบบสมมาตรไปอีก ดังนั้น การจะทำให้เกิด ดุลยภาพที่มีลักษณะเคลื่อนไหว (Dynamic Equibrium) หรือ ดุลยภาพแบบอสมมาตร เหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกเคลื่อนไหว ก็เพราะ จุดทั้ง 2 นั้นอยู่ในแนวเส้นเฉียง (Transition)ซึ่งมีความรู้สึก เคลื่อนไหวอยู่ในตัวแล้ว เส้นตั้งมีความเคลื่อนไหวเป็นศูนย์ มีแต่แรงกดเบื้องล่างตามธรรมชาติ ของแรงโน้มถ่วงทำให้นิ่งอยู่กับที่ เส้นนอนมีความเคลื่อนไหวเป็นศูนย์เช่นเดียวกัน ส่วนเส้นที่ เฉออกจาก แกนดิ่ง จะเริ่มมีความเคลื่อนไหว และจะให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวมากที่สุด ตรงจุดที่อยู่ในเส้นทแยงมุม

ดุลยภาพแบบอสมมาตรหรือแบบสองข้างไม่เหมือนกันนี้อาจทำได้ 2 วิธีคือ

1. ด้วยการเลื่อนแกนกลาง ในภาพ เราจะเห็นได้ว่า ถึงแม้น้ำหนักที่ถ่วงอยู่ 2 ข้าง นั้นจะอยู่ห่างจากเส้นแกนทางดิ่งประมาณเท่า ๆ กัน แต่ขนาดของน้ำหนักไม่เท่ากัน ภาพนี้จึงขาดดุลยภาพไป แต่ถ้าเราใช้ระยะของที่ว่างช่วย ด้วยการเลื่อนเส้นแกนไปทางด้านที่มีน้ำหนักมากกว่า หรือเลื่อนรูปทรงที่มีน้ำหนักมากกว่าเข้าหาแกน และเลื่อนรูปทรงที่มีน้ำหนักน้อยให้ห่างจากแกนกลาง ก็จะทำให้เกิดดุลยภาพขึ้นให้จัดเป็นดุลยภาพแบบอสมมาตร แบบเคลื่อนไหวผสมกับดุลยภาพแบบหยุดนิ่ง (Dynamic Static Equilibrium)

2. การใช้หน่วยที่มีขนาดเล็กแต่มีรูปทรงน่าสนใจถ่วงดุลกับหน่วยที่มีขนาดใหญ่แต่มีรูปร่างธรรมดา รูปทรงที่น่าสนใจอาจมีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

ก. เส้นมีความน่าสนใจกว่า

ข. รูปทรงมีชีวิตมากกว่าดังภาพที่ 33
ค. น้ำหนักน่าสนุกกว่า
ง. น้ำหนักอ่อนกว่า แต่รูปทรงน่าสนใจกว่า
จ. สีน่าสนใจกว่า
ฉ. สีร้อนให้ความดึงดูดตามมากกว่า
ช. สีมีความจัดน้อยแต่รูปทรงมีความหมายกว่า
ซ. ลักษณะผิวสนุกกว่า

ดุลยภาพของสี

การใช้สีให้มีดุลยภาพจะต้องคำนึงถึงคุณลักษณะดังไปนี้

1. ความจัดของสี น้ำหนักของสี
2. ขนาดหรือปริมาณของสี
3. ความตัดกันหรือความกลมกลืนกับสีพื้น
4. ตำแหน่งของเส้นแกนทางดิ่ง
จุด 2 จุดที่มีสีเดียวกัน มีน้ำหนัก ความจัดและขนาดเท่ากัน จะได้ดุลยภาพแก่ที่ว่างในภาพที่ 40 จุด 2 จุดมีสีต่างกัน แต่มีความจัด น้ำหนักและขนาดเท่ากัน จะให้ดุลยภาพแก่ภาพเช่นเดียวกัน ภาพที่ 41 แต่ถ้าจุดด้านหนึ่งมีสีใกล้เคียงกับสีพื้น ดุลยภาพจะเสียไป จะให้ความรู้สึกว่ารูปเอียงไปทางจุดที่มีสีตัดกับพื้น วิธีแก้ทำได้ 2 วิธี คือ

1) เลื่อนเส้นแกนทางดิ่งของภาพให้อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับจุดที่มีสีเป็นเด่นหรือที่ตัดกับพื้น

2) ขยายขนาดของจุดที่มีสีกลมกลืนกับพื้นให้ใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งของเส้นแกนทางดิ่ง ดุลยภาพของน้ำหนัก

ดุลยภาพของน้ำหนัก มีหลักการใช้ใกล้เคียงกับดุลยภาพของสี กล่าวคือ หน่วยที่มีน้ำหนักตัดกับน้ำหนัก ของพื้น จะเป็นหน่วยสำคัญ มีความเด่น และรู้สึกมีน้ำหนักถ่วงมากกว่าหน่วยขนาดที่เท่ากัน มี การแก้ไขก็ทำได้ 2 วิธีเช่นเดียวกัน กับ สี

3. จังหวะลีลา Rhythm

จังหวะลีลา หมายถึง การเคลื่อนไหวที่เกิดจาการซ้ำกันขององค์ประกอบเป็นการซ้ำที่เป็นระเบียบ จากระเบียบธรรมดาที่มีช่วงห่างเท่าๆ กัน มาเป็นระเบียบที่สูงขึ้น ซับซ้อนขึ้นจนถึงขั้นเกิดเป็นรูปลักษณะของศิลปะ โดยเกิดจาก การซ้ำของหน่วย หรือการสลับกันของหน่วยกับช่องไฟ หรือเกิดจาก การเลื่อนไหลต่อเนื่องกันของเส้น สี รูปทรง หรือ น้ำหนักรูปแบบๆ หนึ่ง อาจเรียกว่าแม่ลาย การนำแม่ลายมาจัดวางซ้ำ ๆ กันทำให้เกิดจังหวะและถ้าจัดจังหวะให้แตกต่างกันออกไป ด้วยการเว้นช่วง หรือสลับช่วง ก็จะเกิดลวดลายที่แตกต่างกันออกไป ได้อย่างมากมาย แต่จังหวะของลายเป็นจังหวะอย่างง่าย ๆ ให้ความรู้สึกเพียงผิวเผิน และเบื่อง่าย เนื่องจากขาดความหมาย เป็นการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกันแต่ไม่มีความหมายในตัวเอง จังหวะที่น่าสนใจและมีชีวิต ได้แก่ การเคลื่อนไหวของ คน สัตว์ การเติบโตของพืช การเต้นรำ เป็นการเคลื่อนไหวของโครงสร้างที่ให้ความบันดาลใจในการสร้างรูปทรงที่มีความหมาย เนื่องจากจังหวะของลายนั้น ซ้ำตัวเองอยู่ตลอดไปไม่มีวันจบ และมีแบบรูปของการซ้ำที่ตายตัว แต่งานศิลปะแต่ละชิ้นจะต้องจบลงอย่างสมบูรณ์ และมีความหมายในตัว

งาน ศิลปะทุกชิ้นมีกฎเกณฑ์และระเบียบที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

งานชิ้นใดที่แสดงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกินไป งานชิ้นนั้นก็จะจำกัดตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับลวดลายที่มองเห็นได้ง่าย ไม่มีความหมาย ให้ผลเพียงความเพลิดเพลินสบายตาแก่ผู้ชม

4. การเน้น

การเน้น หมายถึง การกระทำให้เด่นเป็นพิเศษกว่าธรรมดาในงานศิลปะจะต้องมี ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือจุดใดจุดหนึ่ง ที่มีความสำคัญกว่าส่วนอื่น ๆ เป็นประธานอยู่ ถ้าส่วนนั้นๆ อยู่ปะปนกับส่วนอื่น ๆ และมีลักษณะเหมือน ๆ กัน ก็อาจถูกกลืน หรือ ถูกส่วนอื่นๆที่มีความสำคัญน้อยกว่าบดบัง หรือแย่งความสำคัญ ความน่าสนใจไปเสีย งานที่ไม่มีจุดสนใจ หรือประธาน จะทำให้ดูน่าเบื่อ เหมือนกับลวดลายที่ถูกจัดวางซ้ำกันโดยปราศจากความหมาย หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ ดังนั้น ส่วนนั้นจึงต้องถูกเน้น ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมา เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น ๆซึ่งจะทำให้ผลงานมีความงาม สมบูรณ์ ลงตัว และน่าสนใจมากขึ้น การเน้นจุดสนใจสามารถทำได้ 3 วิธี คือ

1. การเน้นด้วยการใช้องค์ประกอบที่ตัดกัน (Emphasis by Contrast) สิ่งที่แปลกแตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของงาน จะเป็นจุดสนใจ ดังนั้น การใช้องค์ประกอบที่มีลักษณะแตกต่าง หรือขัดแย้ง กับส่วนอื่น ก็จะทำให้เกิดจุดสนใจขึ้นในผลงานได้ แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาลักษณะความแตกต่างที่นำมาใช้ด้วยว่า ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในส่วนรวม และทำให้เนื้อหาของงานเปลี่ยนไปหรือไม่ โดยต้องคำนึงว่า แม้มีความขัดแย้ง แตกต่างกันในบางส่วน และในส่วนรวมยังมีความกลมกลืนเป็นเอกภาพเดียวกัน

2. การเน้นด้วยการด้วยการอยู่โดดเดี่ยว (Emphasis by Isolation) เมื่อสิ่งหนึ่งถูกแยก ออกไปจากส่วนอื่น ๆ ของภาพ หรือกลุ่มของมัน สิ่งนั้นก็จะเป็นจุดสนใจ เพราะเมื่อแยกออกไปแล้วก็จะเกิดความสำคัญขึ้นมา ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่าง ที่ไม่ใช่แตกต่างด้วยรูปลักษณะ แต่เป็นเรื่องของตำแหน่งที่จัดวาง ซึ่งในกรณีนี้ รูปลักษณะนั้นไม่จำเป็นต้องแตกต่างจากรูปอื่น แต่ตำแหน่งของมันได้ดึงสายตาออกไป จึงกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา

3. การเน้นด้วยการจัดวางตำแหน่ง (Emphasis by Placement) เมื่อองค์ประกอบอื่น ๆชี้นำมายังจุดใด ๆ จุดนั้นก็จะเป็นจุดสนใจที่ถูกเน้นขึ้นมา และการจัดวางตำแหน่งที่เหมาะสม ก็สามารถทำให้จุดนั้นเป็นจุดสำคัญขึ้นมาได้เช่นกัน

พึงเข้าใจว่า การเน้น ไม่จำเป็นจะต้องชี้แนะให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป สิ่งที่จะต้องระลึกถึงอยู่เสมอ คือ เมื่อจัดวางจุดสนใจแล้ว จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งอื่นมาดึงความสนใจออกไป จนทำให้เกิดความสับสน การเน้น สามารถกระทำได้ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเส้น สี แสง-เงา รูปร่าง รูปทรง หรือ พื้นผิว ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความต้องการในการนำเสนอของศิลปินผู้สร้างสรรค์

5. เอกภาพ Unity

เอกภาพ หมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ประกอบศิลป์ทั้งด้านรูปลักษณะและด้านเนื้อหาเรื่องราว เป็นการประสานหรือจัดระเบียบของส่วนต่าง ๆให้เกิดความเป็น หนึ่งเดียว เพื่อผลรวมอันไม่อาจแบ่งแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป

การสร้างงานศิลปะ คือ การสร้างเอกภาพขึ้นจากความสับสน ความยุ่งเหยิง เป็นการจัดระเบียบ และดุลยภาพ ให้แก่สิ่งที่ขัดแย้งกันเพื่อให้รวมตัวกันได้ โดยการเชื่อมโยงส่วนต่าง ๆให้สัมพันธ์กัน

เอกภาพของงานศิลปะ มีอยู่ 2 ประการ คือ

1. เอกภาพของการแสดงออก หมายถึง การแสดงออกทีมีจุดมุ่งหมายเดียว แน่นอน และมีความเรียบง่าย งานชิ้นเดียวจะแสดงออกหลายความคิด หลายอารมณ์ไม่ได้ จะทำให้สับสนขาดเอกภาพ และการแสดงออกด้วยลักษณะเฉพาตัวของศิลปินแต่ละคน ก็สามารถทำให้เกิดเอกภาพแก่ผลงานได้

2. เอกภาพของรูปทรง คือ การรวมตัวกันอย่างมีดุลยภาพ และมีระเบียบขององค์ประกอบ

ทางศิลปะ เพื่อให้เกิดเป็นรูปทรงหนึ่ง ที่สามารถแสดงความคิดเห็นหรืออารมณ์ของศิลปินออกได้อย่างชัดเจน เอกภาพของรูปทรง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อความงามของผลงานศิลปะเพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินใช้เป็นสื่อในการแสดงออกถึงเรื่องราว ความคิด และอารมณ์ ดังนั้นกฎเกณฑ์ในการสร้างเอกภาพในงานศิลปะเป็นกฎเกณฑ์เดียวกันกับธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ 2หัวข้อ คือ

1. กฎเกณฑ์ของการขัดแย้ง (Opposition) มีอยู่ 4 ลักษณะ คือ

1.1 การขัดแย้งขององค์ประกอบทางศิลปะแต่ละชนิด และรวมถึงการขัดแย้งกันของ-องค์ประกอบต่างชนิดกันด้วย

1.2 การขัดแย้งของขนาด

1.3 การขัดแย้งของทิศทาง

1.4 การขัดแย้งของที่ว่างหรือ จังหวะ

2. กฎเกณฑ์ของการประสาน (Transition) คือ การทำให้เกิดความกลมกลืนให้สิ่งต่าง ๆ เข้ากันได้อย่างสนิท เป็นการสร้างเอกภาพจากการรวมตัวของสิ่งที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน

หลักการประสานมีอยู่ 2 วิธี คือ

2.1 การเป็นตัวกลาง (Transition) คือ การทำสิ่งที่ขัดแย้งกันให้กลมกลืนกัน ด้วยการใช้ตัวกลางเข้าไปประสาน เช่น สีขาว กับสีดำ ซึ่งมีความแตกต่าง ขัดแย้งกันสามารถทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ด้วยการใช้สีเทาเข้าไปประสาน ทำให้เกิดความกลมกลืนกันมากขึ้น

2.2 การซ้ำ (Repetition) คือ การจัดวางหน่วยที่เหมือนกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไป เป็นการสร้างเอกภาพที่ง่ายที่สุด แต่ก็ทำให้ดูจืดชืด น่าเบื่อที่สุด

นอกเหนือจากกฎเกณฑ์หลักคือ การขัดแย้งและการประสานแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์รองอีก 2 ข้อ คือ

1. ความเป็นเด่น (Dominance) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ

1.1 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการขัดแย้ง ด้วยการเพิ่ม หรือลดความสำคัญ ความน่าสนใจ

ในหน่วยใดหน่วยหนึ่งของคู่ที่ขัดแย้งกัน

1.2 ความเป็นเด่นที่เกิดจากการประสาน

2. การเปลี่ยนแปร (Variation) คือ การเพิ่มความขัดแย้งลงในหน่วยที่ซ้ำกัน เพื่อป้องกันความจืดชืด น่าเบื่อ ซึ่งจะช่วยให้มีความน่าสนใจมากขึ้นกฎของการซ้ำ (Repetition) ดูเหมือนจะเป็นโครงสร้างมูลฐานที่สุดของเอกภาพในธรรมชาติ เช่น การซ้ำกัน ของดวงดาวในจักรวาล การซ้ำกันของรูปทรงมนุษย์ สัตว์ และพืชแต่ละชนิด แต่การซ้ำนี้ มีการเปลี่ยนแปร แตกต่างกัน ไปมากมาย จากชนิดเดียวกัน คลี่คลายไปจนถึงต่างชนิดกัน เซลล์เนื้อ เยื่อของคน หรือของพืช ก็มีการซ้ำของลักษณะ โครงสร้าง แต่รูปร่างของมันจะเปลี่ยนแปลกออกไป ไม่มีซ้ำจนเป็นรูปเดียวกัน แม้แต่เซลล์เดียว

ในกลุ่มหนึ่ง เราจะเห็นการซ้ำกันของโครงสร้าง หรือรูปทรงของคนเหล่านั้น ได้ชัดเจน พร้อมกันนั้น เราก็เห็นความเปลี่ยนแปร ในรูปร่าง ในขนาด ในอารมณ์ความรู้สึก และในทิศทางความเคลื่อนไหว ของแต่ละคนแตกต่างจากกันไปด้วย แต่ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปรไปอย่างไร รูปทรงหรือโครงสร้าง ของความเป็นคน จะยังคงเดิม ยังซ้ำกันอยู่ ถ้าจะเปรียบกับดนตรี คนในที่นี้ก็คือเนื้อเพลง (Theme) ที่ซ้ำ และเปลี่ยนแปรตัวเองไปตลอดเพลง เช่นเดียวกับการซ้ำ และการเปลี่ยนแปลงของแนวเรื่อง (Theme) ในทัศนศิลป์ หรือแม่ลายในศิลปะตกแต่ง การเปลี่ยนแปรมี 4 ลักษณะ คือ

2.1 การปลี่ยนแปรของรูปลักษณะ
2.2 การปลี่ยนแปรของขนาด
2.3 การปลี่ยนแปรของทิศทาง
2.4 การเปลี่ยนแปรของจังหวะ
การเปลี่ยนแปรรูปลักษณะจะต้องรักษาคุณลักษณะของการซ้ำไว้ ถ้ารูปมีการเปลี่ยนแปรไปมาก การซ้ำก็จะหมดไป กลายเป็นการขัดแย้งเข้ามาแทน และ ถ้าหน่วยหนึ่งมีการเปลี่ยนแปรอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างจากหน่วยอื่น ๆ มาก จะกลายเป็นความเป็นเด่นเป็นการสร้างเอกภาพด้วยความขัดแย้ง

เอกภาพของทัศนธาตุ

การสร้างงานศิลปะก็คือ กานำทัศนธาตุต่าง ๆ มาประกอบกันให้เป็นรูปทรงที่มีเอกภาพ มีความสอดคล้อง กับจุดมุ่งหมายของการแสดงออก และจะต้องประกอบด้วยความสมดุล ของการขัดแย้ง การซ้ำ การประสาน ความเป็นเด่น การเปลี่ยนแปรของทัศนธาตุต่างๆ รวมทั้งสัดส่วนและจังหวะที่เหมาะสม ในการสร้างรูปทรงนั้น เราอาจใช้ทัศนธาตุเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ดังกล่าวแล้ว แต่โดยปกติศิลปินจะใช้รวมกันหลายๆ อย่างโดยมีบางธาตุเป็นเด่นและบางธาตุเป็นรอง เช่น ใช้สีเป็นเด่น น้ำหนักเป็นรอง หรือใช้น้ำหนักเป็นเด่น สีเป็นรอง หรือใช้เส้นเป็นเด่น สีเป็นรอง เป็นต้นเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน จะขอแยกการใช้ทัศนธาตุ ออกเป็นแต่ละธาตุ ดังต่อไปนี้

เอกภาพของเส้น

การใช้เส้นแบบขัดแย้ง

การขัดแย้งกันของเส้นเกิดขึ้นได้จากลักษณะทิศทาง และขนาดที่ต่างกัน เส้นตรง จะมีลักษณะ ขัดแย้งกับ เส้นโค้งทิศทางตั้ง จะขัดแย้ง กับทิศทางนอนอย่างตรงกันข้าม แต่เส้นเฉียงกับเส้นตั้งจะขัดแย้งกันน้อยกว่า การใช้เส้นแบบขัดแย้งให้มีเอกภาพก็คือ กานำเส้นที่มีลักษณะ ทิศทาง และขนาดต่างกันมาใช้ร่วมกันให้เกิดความสมดุลขึ้นในภาพความขัดแย้งเหล่านี้ ได้แก่ เส้นตั้งกับเส้นนอน เส้นตรงกับเส้นคด เส้นโค้งกับเส้นฟันปลา เส้นอ่อนไหวกับเส้นแข็งทื่อ เส้นสั้นกับเส้นยาว เส้นหนักกับเส้นเบา เส้นเล็กกับเส้นใหญ่ ฯลฯ ความขัดแย้งจะมีมากขึ้นตามผลต่างผลของตัวเลขที่กำกับไว้ จากตัวอย่างนี้ ผลต่างที่เป็น 9 คือ การขัดแย้ง อย่างตรงกันข้าม ผลต่างที่เป็น 1 คือ การขัดแย้งน้อยที่สุด ผลต่างที่เป็น 0 คือ การซ้ำ

การใช้เส้นแบบประสาน

คือ การใช้เส้นเฉียงให้รู้สึกเคลื่อนไหว หรือการใช้เส้นที่มีลักษณะทิศทางและขนาดซ้ำกัน การใช้เส้น แบบประสานนี้จะมีจังหวะของเส้นเกิดขึ้นด้วย

ภาพใช้เส้นให้เกิดเอกภาพอย่างสมบูรณ์

คือ การใช้โดยวิธีขัดแย้งและประสาน โดยมีจังหวะของการซ้ำในสัดส่วนที่พอเหมาะ มีความเป็นเด่น และการเปลี่ยนแปรเพิ่มขึ้น

ในงานศิลปะชิ้นสำคัญๆ ที่ถึงจะมิได้ใช้เส้นเป็นธาตุหลักในการสร้างรูปก็ตาม แต่เส้นก็ยังมีบทบาทสำคัญ ที่จะแสดงจังหวะลีลา แสดงการขัดแย้ง การประสานเชื่อมโยงหน่วยต่างๆ ให้เป็นรูปทรงที่มีเอกภาพ บอกความรู้สึกส่วนรวมของภาพ เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นแบบนามธรรมของรูปทรง เส้นเหล่านี้ คือ เส้นโครงการสร้าง (Structura Line)

การซ้ำของเส้นทั่วบริเวณของภาพ ทำให้เกิดจังหวะ ที่ต่อเนื่องของเส้น เป็นการสร้างเอกภาพให้แก่ งานแบบหนึ่ง เราเรียกนี้ว่า วิธีประสาน ถ้าเส้นที่ซ้ำกันนั้นแตกต่างกันออกไป เพียงเล็กน้อย ก็อยู่ในกฏ ของการเปลี่ยนแปรเส้นใดมีลักษณะ หรือทิศทางหรือขนาดเปลี่ยนแปรออกไป มากจนเกิดความขัดแย้ง กับเส้นอื่น ก็อยู่ในกฎของความเป็นเด่น

เอกภาพของที่ว่าง

ที่ว่างในที่นี้ จะหมายถึงรูปร่างของที่วางหรือแบบรูปของที่ว่าง (Space Pattern) เป็นที่ว่าง ที่ล้อมรอบด้วยเส้น จนเกิดเป็นแบบรูปหนึ่งขึ้น ต่อไปจะเรียกว่าแบบรูป

การใช้แบบรูปขัดแย้ง

วิธีนี้นอกจากจะกระทำได้ เช่นเดียวกับการใช้เส้นการทุกประการ แล้วยังจะเพิ่มการตัดกันของความกว้าง ความแคบ ความใหญ่ ความเล็ก รวมทั้งความกันของรูปร่าง เช่น ความกลมกับความเหลี่ยม ความเรียบง่ายกับ ความซับซ้อนขึ้นได้อีก

การประสานแบบรูปแบบประสาน

การใช้แบบรูปประสาน คือ กานำแบบรูปที่มีลักษณะเหมือนกัน มาซ้ำลงในภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดเอกภาพ ขึ้นตามกฎ ของการประสาน ถ้านำแบบรูปที่คล้ายกัน มาซ้ำหรือมีการคลี่คลายแบบรูป ที่เหมือนกันให้ต่างกันไป เพียงเล็กน้อย จะอยู่ในของการเปลี่ยนแปร

การใช้แบบรูปขัดแย้งและประสาน

การใช้แบบรูปด้วยการขัดแย้งผสม กับการประสาน จะทำให้ได้เอกภาพที่นาสนใจขึ้น ถ้าเพิ่มความเด่น และการเปลี่ยนแปรเข้าไปในองค์ประกอบ จะได้ภาพที่มีเอกภาพที่สมบูรณ์

การใช้แบบรูปที่ว่างเหมือน ๆ กันกระจายไปทั่วภาพที่ยุ่งเหยิงหรือขัดแย้งกันมากๆ จะช่วยให้ภาพ นั้นมีการรวมตัว หรือมีเอกภาพมากขึ้น การแบ่งที่ว่างให้เป็นแบบรูปง่ายๆ ที่มีขนาดต่างกัน จะช่วยสร้างความเป็นเด่น ให้แก่รูปทรง หรือกลุ่มของ รูปทรง ในงานทัศนศิลป์

เมื่อสร้างจังหวะ และความสมดุลของภาพด้วย การแบ่งบริเวณแผ่นภาพออกเป็นแบบรูปง่ายๆ แล้ว ขั้นต่อไป จะเป็นการสร้างทรงลงในแบบรูปเหล่านั้น หรือสร้างแบบรูปของที่ว่างนั้น ให้มีความหมายขึ้นด้วยทัศนธาตุอื่นๆ แบบรูปของที่ว่าง ที่เป็นเด่นจะมีความสำคัญ และความหมายมากกว่าแบบรูปอื่น ขั้นสุดท้ายจะเป็น การให้รายละเอียด เพื่อเสริมเอกภาพและความหมายของภาพ และความหมายมากกว่าแบบรูปอื่น ขั้นสุดท้าย จะเป็นการให้รายละเอียดเพื่อเสริมเอกภาพ และความหมายของภาพให้สมบูรณ์ มีความกลมกลืน มีความขัดแย้งที่พอเหมาะตามกฏของเอกภาพต่อไป

เอกภาพของน้ำหนัก

วิธีใช้น้ำหนัก ให้มีเอกภาพก็เป็นเช่นเดียวกับแบบรูปของที่ว่าง จะต่างกันบ้างก็ตรงที่น้ำหนัก นั้นมีคุณ ลักษณะพิเศษ เพิ่มมากกว่าแบบรูปหนึ่งประการ คือ ความอ่อนแก่ของน้ำหนักดำขาว น้ำหนักที่มีความอ่อนแก่ ในระดับเดียวกัน จะเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยการนำสายตาของผู้ดู จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ต่อเนื่องกันทั้งภาพ ทำให้เกิดแบบรูปของจังหวะความเคลื่อนไหวแตกต่างกันไป

การใช้น้ำหนักแบบประสาน

การใช้หน่วยที่มีน้ำหนักดำกระจายไปบนที่ว่างขาว จะได้เอกภาพแบบการซ้ำ การใช้น้ำหนักดำ และเทาแก่ หรือขาวกับเทาอ่อนเรียงกัน 3 น้ำหนักขึ้นไป ทำให้เกิดการประสาน ที่มีจังหวะต่อเนื่อง ของความเคลื่อนไหว

ความเป็นเด่นของน้ำหนัก

น้ำหนักอ่อนหรือขาวที่เด่นออกจากพื้นแก่ หรือพื้นดำ น้ำหนักแก่ที่สะดุดตาในบริเวณการที่มีน้ำหนักอ่อน การรวมกลุ่มของน้ำหนักที่เท่าๆ กันอยู่ในกฎของความเป็นเด่น

ความเด่นของภาพเกิดจากส่วนที่มีน้ำหนักอ่อนเด่นออกจากน้ำหนักแก่

1.ส่วนที่มีน้ำหนักอ่อนมีรูปร่างน่าสนใจ
2.ส่วนที่มีน้ำหนักอ่อนอยู่ในตำแหน่งสำคัญของภาพ
การเปลี่ยนแปรของน้ำหนัก
การเปลี่ยนแปรในองค์ประกอบหนึ่ง นอกจากจะเกิดขึ้นจากลักษณะของรูปร่าง ทิศทาง ขนาด และจังหวะ ของที่ว่างแล้ว ถ้ามีการเปลี่ยนแปรของน้ำหนักเพิ่มขึ้น จะได้การที่มีเอกภาพซับซ้อนน่าสนใจยิ่งขึ้น

เอกภาพของสี

สีมีคุณลักษณะพิเศษนอกเหนือไปจากทัศนธาตุอื่น ๆ อีก 2 ประการ คือ ความเป็นสี (Hue) และความจัดของสี (Internsity) ดังนั้น การใช้สีให้มีเอกภาพจึงต้องคำนึงถึงคุณลักษณะพิเศษทั้ง 2 ประการนี้ด้วย

การใช้สีแบบขัดแย้ง

การขัดแย้งของสีนั้น รุนแรงยิ่งกว่าความขัดแย้งของทัศนธาตุใด ๆ สีที่อยู่ตรงข้ามในวงสีธรรมชาติ เป็นสีที่ตัดกันอย่างแท้จริง การใช้สีตามกฎของความขัดแย้งในด้านรูปร่าง ทิศทาง และขนาด ก็เป็นเช่นเดียว กับการใช้น้ำหนัก แต่เพิ่มความขัดแย้งของสีกับความจัดของสีเข้าไปด้วย ซึ่งจะให้ผลรุ่นแรงกว่า การใช้น้ำหนัก เพียงอย่างเดียวมากหมายนัก

การขัดแย้งของสี (Hue) สี่ที่เป็นคู่ตรงข้ามจะขัดแย้งกันมากที่สุด

การขัดแย้งของความจัด (Inernsity) สีที่มีความจัดมากกว่าเท่า ๆ กันจะขัดแย้งกันมากกว่าสีที่มีความจัดน้อย สียิ่งหม่นลงใดความขัดแย้ง จะยิ่งลดลงกลาย เป็นความกลมกลืน หรือการประสาน การใช้สีแบบประสาน

การใช้สีเดียว โดยให้มีน้ำหนักอ่อนแก่ ซึ่งเป็นการใช้สีแบบประสานขั้นต้นที่สุด การใช้สีข้างเคียง ในวงสีธรรมชาติ หรือ การใช้สีกลมกลืนอย่างง่าย การใช้สีหลายสีที่ทำให้หม่นลง เป็นการใช้สีแบบประสาน

ความเป็นเด่นของสี

การทำสีหนึ่งให้หม่นลง เพื่อจะอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนกับสีคู่ตรงข้าม เป็นกฎของการประสาน ที่ทำให้เกิดความเป็นเด่น การใช้สีหนึ่งให้มีปริมาณมากกว่าสีอื่น การใช้สีวรรณะอุ่นวรรณะเย็น เป็นส่วนใหญ่ ในภาพ การใช้ความจัดของสี ที่เด่นออกจากกลุ่มสีที่หม่น การรวมกลุ่มของสีหนึ่งหรือการวางสี ให้อยู่ตำแหน่ง สำคัญของภาพ ล้วนอยู่ในกฎของความเป็นเด่น

ความเปลี่ยนแปรของสี

สีที่เรียงกันตามลำดับของวงลีธรรมชาติจากเหลืองไปม่วง จะเวียนซ้ายหรือเวียนขวาก็ตาม สีที่มีการจัดเรียงตามลำดับ จากจัดที่สุดไปถึงหม่นที่สุด การใช้สีวรรณะอุ่นกับวรรณะเย็นให้สัดส่วนกัน การใช้สีขัดแย้ง ในปริมาณเล็กน้อยในองค์ประกอบทีกลมกลืนเป็น กฎของการประสานที่ให้ผลเป็น การเปลี่ยนแปร

เอกภาพของลักษณะผิว

โดยทั่วไปแล้วลักษณะผิว เกือบจะสร้างรูปทรงขึ้นโดยตัวเองล้วนๆ โดยไม่อาศัยทัศนธาตุ อื่นเลยไม่ได้ ลักษณะผิวนั้นตามธรรมดา จะปรากฏในเส้น ในน้ำหนัก ในรูปแบบของที่ว่าง หรือในสีอยู่แล้ว เป็นการช่วยเสริมคุณลักษณะ ของธาตุเหล่านั้นให้มีรสชาติเพิ่มขึ้น แต่ถ้าบางคน จะทดลองใช้ลักษณะผิว เป็นธาตุหลักในการสร้างรูปทรงก็อาจทำได้ และคงเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของเอกภาพ เช่นเดียวกับการใช้ ทัศนธาตุอื้นๆ จะผดกันก็ตรงที่ลักษณะผิวนั้น มีข้อจำกัด ในตัวเองมากกว่าธาตุอื่นเท่านั้น

การใช้ลักษณะผิวโดยวิธีขัดแย้ง เป็นการใช้ความตัดกันของความหยาบกับความละเอียด ความขรุขระ กับความเรียบ ความเป็นมันกับความด้าน ฯลฯ การใช้ลักษณะผิวลักษณะหนึ่งเป็นปริมาณมาก หรือในจุดที่ น่าสนใจของภาพ อยู่ในกฎของความเป็นเด่น การใช้ลักษณะที่ค่อยๆ แตกต่างกันออกไปทีละน้อย ็เป็นกฎของการเปลี่ยนแปร

เอกภาพของทัศนธาตุทั้งหลาย

ได้กล่าวแล้วว่า การสร้างงานศิลปะโยทั่วไปนั้น ศิลปินจะใช้ทัศนธาตุทุกอย่างผสมผสานกัน ดังนั้น เอกภาพของงานจึงซับซ้อนและ มีความหมายลึกซึ่งอย่างยิ่ง จังหวะความเคลื่อนไหวก็ดี การเปลี่ยนแปร ของรูปทรงก็ดี จะเป็นไปได้อย่างไรมีขอบเขต สามารถตอบสนองความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกได้อย่าง ไม่จำกัด ดังตัวอย่างองค์ประกอบง่ายๆ ที่จะแสดงให้เห็นในภาพ

เอกภาพของทัศนธาตุผสมกับเรื่องหรือแนวเรื่อง

ในขั้นแรก การฝึกหัดสร้างเอกภาพจากทัศนธาตุต่างๆ ควรกระทำเป็นภาพแบบนามธรรม เพราะจะสามารถเพ่งเล็งไปที่เอกภาพของรูปทรงที่บริสุทธิ์โดยไม่ต้องพะวงถึงสิ่งอื่น การเพิ่ม การลด การเปลี่ยนแปลงร่าง ขนาดทิศทาง และจังหวะที่ว่าง น้ำหนัก สี และลักษณะผิว จะเป็นไปอย่างอิสระ มุ่งไปสู่ความสมบูรณ์ของรูปทรงและคุณค่าทางสุนทรียภาพโดยตรง

ขั้นต่อไป อาจใช้เรื่องง่ายๆ เช่น หุ่นนิ่ง ทิวทัศน์ มาเป็นจุดริเริ่มต้น จากเรื่องเหล่านี้ ผู้ศึกษาสามารถ จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างให้ผิดไปจากของจริงได้มาก เพื่อให้ได้รูปทรงส่วนรวม ที่มีเอกภาพและมีความหมาย ตามต้องการโดยไม่เห็นเป็นความผิดปกติ การใช้เรื่องแนวเรื่อง เข้ามาผสม จะทำให้ความคิดและองค์ประกอบ มีการเปลี่ยนแปรและพัฒนาได้กว้างขวางขึ้น เพราะเรื่องต่างๆ ในธรรมชาติเป็นจุดบันดาลใจ ที่กระตุ้นความคิดและอารมณ์ในการสร้างงานได้อย่างไม่รู้จบสิ้น

ส่วนเรื่องคนและสัตว์ ควรจะนำมาใช้ในระยะหลังที่ผู้ศึกษามีความคุ้นเคยกับรูปทรงนามธรรม และรูปทรงที่มาจกเรื่องที่ไม่เน้นความถูกผิดของรูปร่างมาดีพอสมควรแล้ว คนและสัตว์มีรูปทรง และสัดส่วน ที่ค่อนข้างแน่นอน มีโครงสร้างและกายวิภาคเฉพาะตัว การเปลี่ยนแปลงลักษณะ หรือสัดส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับรูปทรงส่วนรวมจะทำได้ยากกว่า จะต้องผ่อนเบาให้ดีระหว่างรูปทรงของคน และสัตว์กับรูปทรงส่วนรวม นอกจากนั้น ผู้ศึกษายังต้องฝึกฝน การวาดเส้นจากแบบมีชีวิต มาแล้วเป็น อย่างดีอีกด้วย จึงจะสามารถสร้างงานองค์ประกอบ ที่มีคน และสัตว์จุดเริ่มต้นให้ได้ผลสมบูรณ์

ที่มาจาก http://paintart.site88.net/compo1.html

ผลงานเดือน พฤษภาคม 2556

ผลงานดีเด่น กิจกรรม เรื่อง เส้นสีตามเสียงเพลง

ของนักเรียนสายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4และ 5 
โรงเรียนเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์







เนื้อหากิจกรรมในภาคเรียนที่ 1
เส้นสีตามเสียงเพลง ,
BEFORE AFTER รูปร่างที่เปลี่ยนไป,
รูปสามเหลี่ยมมหัศจรรย์,
แสงเงาหรรษา,
แสงและรูปทรงวัตถุมหัศจรรย์,
ภาพพิมพ์มือมหัศจรรย์,
ระบายสีไม้แสนสนุก,
ระบายสีไม้แสนสนุก ตอนที่ 2 ,
พื้นผิวธรรมชาติสร้างภาพสวย,
ธรรมชาติที่แตกต่าง สีวรรณะร้อน สีวรรณะเย็น,
จัดองค์ประกอบผลไม้,
ภาพสวยงามตามจินตนาการ,
เทคนิคการเล่นสีชนิดต่างๆ,
วาดการ์ตูนเบื้องต้น(สอนวาดคนสไตล์ตนเอง), 
วาดการ์ตูนเบื้องต้น(สอนวาดสัตว์สไตล์ตนเอง),
วาดการ์ตูนเบื้องต้น(สอนวาดคนในท่าทางอิริยาบถต่างๆ), 
วาดภาพประกอบคำขวัญจังหวัดสุรินทร์,
ปะติดท้องถิ่นสุรินทร์บ้านฉัน,
ตกแต่งวัสดุธรรมชาติสร้างสรร์,
ปั้นนูนต่ำ สุรินทร์บ้านฉัน,
 

MENU





KIDS-DEE.COM

 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
1614 คน
29875 คน
161356 คน
เริ่มเมื่อ 2009-08-27

เส้นสีตามเสียงเพลง , BEFORE AFTER รูปร่างที่เปลี่ยนไป,รูปสามเหลี่ยมมหัศจรรย์,แสงเงาหรรษา,แสงและรูปทรงวัตถุมหัศจรรย์,ภาพพิมพ์มือมหัศจรรย์
,ระบายสีไม้แสนสนุก,ระบายสีไม้แสนสนุก ตอนที่ 2 ,พื้นผิวธรรมชาติสร้างภาพสวย,ธรรมชาติที่แตกต่าง สีวรรณะร้อน สีวรรณะเย็น,จัดองค์ประกอบผลไม้,
ภาพสวยงามตามจินตนาการ,เทคนิคการเล่นสีชนิดต่างๆ,วาดการ์ตูนเบื้องต้น(สอนวาดคนสไตล์ตนเอง),
 วาดการ์ตูนเบื้องต้น(สอนวาดสัตว์สไตล์ตนเอง),
วาดการ์ตูนเบื้องต้น(สอนวาดคนในท่าทางอิริยาบถต่างๆ),
 วาดภาพประกอบคำขวัญจังหวัดสุรินทร์,ปะติดท้องถิ่นสุรินทร์บ้านฉัน,ตกแต่งวัสดุธรรมชาติสร้างสรร์,
ปั้นนูนต่ำ สุรินทร์บ้านฉัน,
 

Copyright (c) 2014 by kids-dee.com

Design by nodethirtythree and Free CSS Templates

       
Copyright (c) 2014 by kids-dee.com